รหัสเอาตัวรอด เมื่อธุรกิจหยุดชะงัก

วันอังคาร, มีนาคม 24th, 2563

เมื่อธุรกิจเผชิญกับภาวะความกดดันหลายๆ ดัน เช่น เศรษฐกิจถดถอย กำลังซื้อหาย การถูกสั่งปิดดำเนินงานจากภาวะฉุกเฉิน ทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินงานได้ตามปกติ

ผู้ประกอบการต้องไม่ตระหนก  แต่ต้องตระหนักว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจดำเนินได้ในสถานการณ์นี้ เริ่มจากดูว่าตอนนี้กิจการกำลังอยู่ในภาวะควบคุมได้อยู่ หรือควบคุมไม่ได้ นำรหัสเอาตัวรอด ต่อไปนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจตนเอง

รหัสเอาตัวรอด เมื่อธุรกิจหยุดชะงัก

ประหยัด คือไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่กักตุนจนเกินเหตุ เลื่อนแผนการลงทุนที่ไม่สร้างรายได้ตอนนี้ออกไปก่อน หรือให้ซื้ออุปกรณ์เครื่องจักรใช้แล้วทดแทน ใช้ประโยชน์จากซอฟท์แวร์ฟรี จ้างพนักงานพาร์ทไทม์ และต้องวางแผนการใช้เงินสดรายสัปดาห์ ฯลฯ 

ประคองกิจการ โดยกำหนดผู้ประสานงานหลัก ศูนย์กลางการสื่อสาร ไม่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในกิจการ เปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมนำเสนอความคิดเห็น มีแผนสำรองและพร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ได้ทัน เรื่องเงินหมุนเวียน เจรจาขอวงเงินกับสถาบันการเงินไว้ก่อน เผื่อฉุกเฉิน อย่าเพิ่งรีบใช้ และติดตามมาตรการการช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ

ประโยชน์ ทำตัวให้มีประโยชน์ ไม่ยึดติดกับหน้าที่รับผิดชอบเดิม เช่นเคยเป็นพนักงานขาย แต่ถูกหยุดขาย ให้มาฝึกงานฝ่ายผลิต หรือจัดส่งสินค้า และสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ ช่วยกันทำ ธุรกิจจะเดินหน้า

เมื่อธุรกิจพบกับปัญหา ต้องมีสติ ตั้งสมาธิให้ดี จะเกิดปัญญานำพาธุรกิจให้รอด

บทความโดย เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์, CFE บริษัท จีโนซิส จำกัด

คำถามที่ต้องตอบ ก่อนขยายแฟรนไชส์

วันจันทร์, มกราคม 6th, 2563

คำถาม: มีธุรกิจแล้ว อยากจะขยายแฟรนไชส์ จะต้องเริ่มต้นอย่างไร

การเริ่มต้นทำธุรกิจในระบบแฟรนไชส์นั้น
ต้องพิจารณาว่า ธุรกิจที่ทำอยู่พร้อมจะขยายแฟรนไชส์แล้วรึยัง เพราะความรับผิดชอบของการขยายสาขาแฟรนไชส์ไม่เหมือนกับการขยายสาขาด้วยตนเอง ความคาดหวังของแฟรนไชส์ซี หรือผู้ซื้อสิทธิแฟรนไชส์มีมาก และแฟรนไชส์ซอร์หรือผู้ขายสิทธิแฟรนไชส์จะต้องสามารถควบคุมมาตรฐานสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานเดียวกัน เพราะกลุ่มลูกค้ามีความคาดหวังว่าจะได้รับสินค้าและบริการเหมือนๆ กับที่เขาพึงพอใจมาตลอด

เพื่อพิจารณาว่ามีความพร้อมหรือไม่ ผู้ประกอบการจะต้องตอบคำถาม ดังต่อไปนี้

1. ดำเนินธุรกิจมานานกี่ปี มีฐานลูกค้ามากพอที่จะขยายสาขาแล้วรึยัง กรณีนี้เพื่อตอบโจทย์ว่าการขยายสาขาจะไม่กระทบกับฐานลูกค้าเก่า ไม่ใช่ขยายสาขาไปแล้วลูกค้ามีไม่มากพอ หรือลูกค้ากระจายไปสาขาอื่นๆ รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด  ดังนั้นธุรกิจที่ดำเนินมาระยะนึงจะคาดเดาได้ว่าร้านต้นแบบสามารถรองรับลูกค้าโดยเฉลี่ยเท่าไร โอกาสในการขยายสาขาย่อมต้องอาศัยชื่อเสียงมาระยะนึง โอกาสความสำเร็จในร้านสาขาแฟรนไชส์ก็จะมีมากขึ้นด้วย

2. เราเป็นเจ้าของแบรนด์ธุรกิจรึยัง ได้แก่ มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ความเป็นเจ้าของสิทธิจะทำให้เรามีอำนาจต่อรอง และป้องกันการทำซ้ำหรือสินค้าลอกเลียนแบบได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากแบรนด์สินค้าเป็นที่นิยม จะมีมูลค่าในตัวเอง เป็นส่วนนึงในการคำนวนค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ ดังนั้นค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ไม่ใช่ค่ากินเปล่านะ มีที่มาและต้องมีมูลค่าจริงๆ 

3. ธุรกิจที่จะขายแฟรนไชส์ได้จะต้องพิสูจน์ในตัวเองว่า สร้างผลกำไรแล้ว มีผลตอบแทนที่แสดงได้ จึงจะขายแฟรนไชส์ให้กับคนอื่นได้ ดังนั้น ควรมีการทำงบกำไรขาดทุน งบลงทุนสำหรับร้านต้นแบบ

4. ธุรกิจของเราสามารถถ่ายทอดความรู้การทำธุรกิจให้คนอื่นได้ง่ายหรือไม่ สามารถสอนงานให้คนอื่นอย่างไร มีการบันทึกขั้นตอนการทำงาน จัดทำเป็นคู่มือปฏิบัติงาน เพื่อใช้ตรวจสอบมาตรฐานการทำงาน และมีการฝึกอบรมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มยอดขาย และลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

5. แม้ว่าจะสอนงานให้คนอื่นได้แล้ว ธุรกิจก็ต้องมีสูตรลับ หรือความลับทางการค้า ที่เราต้องควบคุมได้ ไม่ให้คนซื้อแฟรนไชส์ไป จะทำเองได้หมด แล้วจะไม่สนใจเรา กรณีนี้ต้องหาวิธีว่าธุรกิจของเราสามารถล็อกว่าแฟรนไชส์ซียังต้องพึงพาเราอย่างไร การขายวัตถุดิบให้อาจเป็นนึงทางเลือก แต่ต้องไม่ให้ราคาวัตถุดิบสูงกว่าราคาตลาด 

6. ความสามารถในการบริหารร้านสาขา จะต้องมีทีมงานรองรับครับ คอยตอบคำถาม ดูแล และสนับสนุนร้านแฟรนไชส์ เรามีแผนสร้างทีมงานนี้อย่างไร 

ข้างต้นเป็นเพียงคำถามเบื้องต้นที่ธุรกิจนึงจะต้องเตรียมทำก่อนที่จะขายแฟรนไชส์ครับ

เมื่อตอบข้างต้นได้แล้ว จะต้องมาสร้างแผนกลยุทธ์ สร้างระบบการทำงาน และพัฒนาคู่มือปฏิบัติการให้มีมาตรฐานเพื่อใช้ในการควบคุมแฟรนไชส์ และพัฒนาให้เติบโตครับ
และการเลือกแฟรนไชส์ซี จะสำคัญมากเมื่อจะต้องขายแฟรนไชส์แล้ว

บทความโดย เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์, CFE บริษัท จีโนซิส จำกัด

ถ้าต้องการรับคำปรึกษา หรือติดตาม หลักสูตรของ จีโนซิส สามารถติดต่อเข้ามาได้เสมอนะครับ หรือหากมีคำถามอื่นเพิ่มเติม ติดต่อได้เสมอครับ โทร. 089 936 1775 หรือ LINE ID : gnosisadvisory

กลยุทธ์การเลือกงานแฟรนไชส์ต่างประเทศ ไตรมาสแรกปี 2020

วันจันทร์, มกราคม 6th, 2563
โอกาสการเติบโตของแฟรนไชส์ไทย กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ และความท้าทายคือการแข่งขันที่สูงขึ้นมีหลายแฟรนไชส์เกิดขึ้นมาก การสร้างความโดดเด่นเพื่อให้ลูกค้าเห็นก่อนคู่แข่งขันเป็นงานสำคัญของธุรกิจที่ต้องการจะเติบโต
ลูกค้า หรือคนต่างชาติอาจจะไม่รู้จักเรา ถ้าไม่ได้เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือไม่ได้เห็นข่าวสารของเราผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ
การออกงานแสดงธุรกิจที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย คือหนึ่งในกลยุทธ์การสร้างความรู้จัก และความน่าเชื่อในแบรนด์ของเรา และแสดงความพร้อมในการทำธุรกิจ
การออกงานแสดงธุรกิจคือการลงทุนระยะยาว เวลาคือเครื่องพิสูจน์ความแข็งแรงของธุรกิจ นักลงทุนจะเชื่อมั่นกับธุรกิจหรือแบรนด์ที่ไปออกงาน
 
ความสำเร็จในการออกงานแสดงธุรกิจคือ
  1. การเลือกงานที่จัดตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจ
  2. เลือกบริษัทจัดงานที่เป็นมืออาชีพ จัดงานมาแล้วหลายปี
  3. งานแสดงที่มีสมาคมแฟรนไชส์ระดับโลกให้การรับรอง
  4. การสนับสนุนของผู้จัดงานในการประชาสัมพันธ์
  5. มีงานจับคู่ธุรกิจ Business Matching และติดตามผล
 
บริษัท จีโนซิส จำกัด คัดเลือกงานแฟรนไชส์ต่างประเทศที่ดีที่สุด ให้กับลูกค้าแฟรนไชส์ไปออกงานทุกๆ ปี และได้รับผลตอบรับที่ดีมาก
โดยในปี 2563 (2020) ในไตรมาสแรก ได้แก่
  • งานแฟรนไชส์ที่ไต้หวัน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2563
  • งานแฟรนไชส์ที่พม่า วันที่ 6-8 มีนาคม 2563
  • งานแฟรนไชส์ที่โซล เกาหลี วันที่ 26-28 มีนาคม 2563
ทุกงานได้รับการรับรองจาก World Franchise Council และ Asia Pacific Franchise Confederation และทุกงานมีผู้เข้าชมงานมากขึ้นทุกๆ ปี
 
จีโนซิส ขอเชิญธุรกิจแฟรนไชส์ไทยไปออกงานด้วยกันครับ
สนใจไปงานแฟรนไชส์ใดใน 3 ประเทศ
กรุณาติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 089-936-1775 หรือ LINE id: gnosisadvisory
หรือ Email: contact@gnosiadvisory.com
 
 
#จีโนซิส #เคียงข้างสู่ความสำเร็จ #แฟรนไชส์ #แฟรนไชส์ต่างประเทศ #Franchise #InternationalFranchise #FranchiseShows
#Gnosis #Gnosisadvisory

สร้างแรงจูงใจให้ตัวเองและคนอื่นด้วย Positive Stroke

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2562

คุณแก้วตา ผดุงพิสุทธิ์ Trainer ประจำบริษัท จีโนซิส จำกัดแนะนำเรื่องการใช้ Stroke เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองและผู้อื่น Stroke คือท่าทีรวมถึงเจตคติที่สร้างความรู้สึกที่มีผลกระทบกับตัวเองและคนรอบข้าง คุณแก้วตาเสนอให้ทุกคนสร้าง Stroke ที่เป็นบวกเริ่มต้นจากตัวเองสะท้อนให้กับคนอื่นๆ ด้วย

Kaewta Phadungpisuth, the trainer of Gnosis Company Limited (www.gnosisadvisory.com) encourages you to have positive stroke to motivate yourself and others.

Is you Business Reliant on you? and Tips for Business

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2562

Since Year 2008, Gnosis Company Limited has associated with RSM Thailand as partner to provide the Corporate Advisory Service.  RSM Thailand is established in 2001, the Thailand practice of RSM is a full service accounting and financial advisory practice servicing the needs of the international client base of RSM member firms globally, with the benefit of local knowledge and practice conditions.

RSM Thailand produces a monthly newsletter publication – “Call in for a Coffee” which provides clients with topical information on Thai financial issues.  Please click here to see the latest edition of ‘Call in for a Coffee’, RSMT’s monthly Newsletter. This edition features two articles prepared by our New Zealand Counterparts RSM Prince and Partners with the first article focusing on “Is Your Business Reliant on You?” which emphasizes the skill of delegation and what can be achieved by business owners who are effective delegators. The second article focuses on “Marketing Expertise – 10 Tips for a Well Run Business”.

การบริหารจัดการที่ดีต้องพร้อม”เปิดใจ”

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2562

บริหารจัดการ เปิดใจ

ตามทฤษฎีบริหารองค์กร มีความเชื่อว่าระบบการทำงานแบบเปิดใจ (แบบที่เมื่อได้รับผลกระทบจากภายนอก) มีแนวโน้มจะทำให้องค์กรและแรงขับเคลื่อนภายในมีมากขึ้น ในขณะที่ระบบปิดจะทำได้แค่เพียงคอยประคองหรือทำให้แรงขับเคลื่อนในการทำงานลดลง กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า

ความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับความสามารถที่องค์กรจะสร้างสรรค์แรงขับเคลื่อนและทำให้แรงขับเคลื่อนนั้นคงอยู่ในองค์กรด้วยการเปิดใจให้กว้างและการตอบสนอง (feedback)

ฟังดูแล้วอาจจะดูเป็นวิชาการ เจ้าของธุรกิจครอบครัวจะนำหลักนี้ไปใช้ได้อย่างไร ในขณะที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างความต้องการของครอบครัวและความต้องการของบุคคลภายนอก โครงสร้างการบริหาร 3 ขา ต่อไปนี้จะช่วยท่านเจ้าของกิจการบริหารงานอย่างโปร่งใสและเปิด (ใจ) กว้างได้

1. สร้างทีมผู้นำ

ในฐานะผู้นำ/เจ้าของธุรกิจครอบครัว คุณย่อมมีความรู้เรื่องธุรกิจของตนเองเป็นอย่างดี แต่เมื่อใดที่บริษัท/องค์กรของคุณมีพนักงาน 20 คนหรือ/และมีรายได้ 10 ล้านดอลล่าร์ คุณคงไม่สามารถรับรู้เรื่องราวทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นภายในองค์กรของคุณได้
และการแก้ไขปัญหาด้วยตัวคุณคนเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้ นี่ยังไม่รวมถึงความพยายามอยู่รอดในสภาะปัจจุบัน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะยอมรับมุมมองของคนอื่นเพื่อให้ตัวคุณเองมองเห็นปัญหาทุกอย่างได้อย่างทันท่วงที

ลองมองไปรอบๆ องค์กรของคุณ และลองเลือกคนภายนอกครอบครัวที่สามารถสร้างประโยชน์แก่ธุรกิจของคุณ คนเหล่านั้นควรจะสามารถพูดถึงหัวข้อที่อ่อนไหวที่ถูกมองข้ามหรือถูกฝังไว้ใต้ดิน เนื่องด้วยหัวข้อนั้นเกี่ยวข้องกับสมาชิกในครอบครัว นอกเหนือจากพันธุกรรมแล้ว ความหลากหลายทางความคิด ตำแหน่ง และความเข้มแข็งก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างทีมที่จะดูแลระบบการเปิดใจ ลองพิจารณาคำถามเหล่านั้นพร้อมๆ กับการรวบรวมสมัครสมาชิกในทีม

  • มีตัวแทนมาจากทุกแผนกครบแล้วใช่หรือไม่
  • ฉันได้เชิญอย่างน้อย 1 คนที่คอยโต้แย้งความคิดของฉันหรือยัง
  • ฉันได้รวมคนหลายๆ รุ่นหรือไม่ (เช่น จบใหม่ ทำงานนาน วัยกลางคน)
  • มีผู้ทำงานนอกสถานที่หรือสาขาอื่นที่สามารถเสนอมุมมองที่แปลกแตกต่างหรือไม่
  • ฉันรู้สึกไม่อึดอัดที่จะพูดหรือฟังความจริงที่จริงๆ จากคนเหล่านี้หรือยัง ถ้ายัง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แล้วฉันจะพัฒนาความสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ได้อย่างไร

หลังจากที่ได้สร้างทีมผู้นำแล้ว ให้จัดการประชุมเดือนละครั้งเพื่อรายงานความเป็นไปของแต่ละแผนกและทันเหตุการณ์เสมอ สร้างกฎมาตรฐานและจริยธรรมการปฏิบัติงานเพื่อทำให้เป้าหมายและความคาดหวังชัดเจน

2. ตั้งกรรมการที่ปรึกษา

ทุกธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ จะมีโครงสร้างที่ชัดเจนหรือไม่ ต้องการทั้งแรงจูงใจและเป้าหมายที่ได้มาจากกรรมการที่ปรึกษา ถ้าความสำเร็จขององค์กรขึ้นอยู่กับการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการตอบสนองอย่างสม่ำเสมอแล้ว นั่นคือเหตุผลสำคัญว่าทำไมต้องมีกรรมการที่ปรึกษา

เมื่อคุณมีทีมผู้นำพร้อมแล้วที่จะนำเสนอมุมมองที่หลากหลายจากแต่ละแผนก ต่อไปคุณจะต้องมีสมาชิกที่สามารถนำเสนอมุมมองจากบุคคลภายนอกที่มององค์กรของคุณด้วย กรรมการที่ปรึกษาไม่ได้เพียงแค่นำเสนอความจริงอย่างทันท่วงทีเท่านั้น พวกเขายังจะสามารถเพิ่มความไว้วางใจน่าเชื่อถือให้กับทุกตำแหน่ง เมื่อสมาชิกในครอบครัวมากกว่า 1 คนมีส่วนร่วมในธุรกิจ การเพิ่มความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับการดูแลในฐานะผู้ร่วมทำธุรกิจ ไม่มีการโยกเงินไปใส่บัญชีส่วนบุคคล

ในทีมผู้นำ คุณก็ควรมองหาความหลากหลายในกรรมการที่ปรึกษาเช่นเดียวกัน ในทีนี้หมายรวมถึงที่ปรึกษาที่ไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมเดียวกันกับองค์กรของคุณด้วย และหาอย่างน้อยหนึ่งคนที่มีประสบการณ์ทำให้ขนาดของธุรกิจขยาย เขาจะรู้ตื้นลึกหนาบางซึ่งจะช่วยคุณได้มากทีเดียว

3.ประชุมร่วมกันภายในครอบครัว

องค์ประกอบที่สามเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ครอบครัว และครอบครัวคือเหตุผลแรกที่ธุรกิจถูกสร้างขึ้น และยังควรคงเหตุผลสำคัญนี้ไว้

ในฐานะของสมาชิกในครอบครัว ความสำเร็จอันยาวนานของธุรกิจมีความสำคัญกับคุณมากที่สุด จากคำกล่าวที่ว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ยังคงใช้ได้เสมอ ยกเว้นว่าสมาชิกของคุณมีผีดูดเลือดด้วย อยากจะดูดเลือดของสมาชิกในครอบครัวไป ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว คุณค่าของครอบครัวเสมือนหนึ่งความเค็มของเกลือเพราะเป็นคุณค่าที่ไม่มีวันเปลี่ยน

ในฐานะสมาชิกในครอบครัว คุณจะมาจากรากเหง้าเดียวกัน ได้ความเฉลียวฉลาดที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นก่อนๆ และจะถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อไป เปรียบเสมือนดินที่อุดมสมบูรณ์พร้อมสำหรับเพาะปลูก สำหรับบริษัทเล็กๆ ควรประชุมภายในครอบครัวอย่างน้อยปีละครั้งที่มีสมาชิกทุกคนในบริษัทเกี่ยวข้อง สำหรับบริษัทที่มีสมาชิกภายในครอบครัวหลายคนทำงานด้วยกันก็ต้องมีการประชุมเช่นนี้ด้วย และควรจะจัดตั้งสภาครอบครัว เพื่อให้มีอำนาจในการตัดสินใจในกรณีที่มีปัญหาหรือการตัดสินใจใดๆ ที่ต้องทันทีในการประชุมครั้งหนึ่งๆ

ลองนำโครงสร้างการบริหารทั้ง 3 ขา ไปใช้กับวิธีการบริหารงานของคุณ ไม่เพียงแต่จะสร้างระบบการบริหารแบบเปิดใจแล้วยังช่วยให้ระบบดังกล่าวคงอยู่อีกด้วย วิธีการและแนวคิดของแต่ละกลุ่มจะช่วยให้คุณกำหนดทิศทางขององค์กรและได้รับประโยชน์สูงสุดจากทุกกลุ่ม

ที่มา: http://www.fierceinc.com/blog/fierce-conversations/good-management-requires-openness

10 กฎเหล็กในการบริหารเงินสด SME

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2562

การบริหารเงินสด ของ SME

ปัญหาใหญ่ในการบริหารจัดการของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME  คือการขาดสภาพคล่องในการบริหารจัดการธุรกิจ หรืออีกนัยหนึ่งคือขาดเงินสดหมุนเวียนเพื่อใช้ดำเนินกิจการให้เพียงพอในการใช้จ่ายทั้งด้านการลงทุนและค่าใช้จ่ายบริหารต่างๆ จริงอยู่ที่สิ่งแรกที่เจ้าของกิจการต้องทำคือการหาตลาดสร้างรายได้ จนลืมไปว่าเงินสดหมุนเวียนไม่พอใช้ เช่นนำเงินไปลงทุนหมดแล้ว และในบางกิจการขายเชื่อไป กว่าจะได้เงินสดก็ขาดใจกันไปก่อน หรือทำธุรกิจแบบหมุนเงินจ่ายหนี้นอกระบบจนไม่เหลือใช้เอง

บทความ  10 กฎเหล็กในการบริหารเงินสด SME นี้คัดออกมาบางส่วนจาก CD คู่มือฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโดย SME Bank เพื่อเป็นของขวัญให้กับลูกค้าธนาคารเมื่อปีพ.ศ. 2552 ซึ่งดำเนินรายการโดยคุณสุภาวดี เวศยพิรุฬห์ อดีตผู้บริหารช่องเถ้าแก่ สถานีดาวเทียม ASTV และปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ  MCOT 100.5 FM ได้เชิญคุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการเงินสำหรับธุรกิจ  แนะนำแนวทางในการบริหารสภาพคล่องให้กับเจ้าของกิจการ  SME

10 กฎที่เจ้าของกิจการ SME ต้องปฎิบัติตามเพื่อการบริหารสภาพคล่อง หรือบริหารเงินสดหมุนเวียนในกิจการ ได้แก่

  1. อย่าให้เงินสดขาดมือ ควรประมาณเงินสดขั้นต่ำไว้เผื่อฉุกเฉิน
  2. คำนึงไว้เสมอว่าหัวใจในการดำเนินธุรกิจ SME คือ เงินสด ไม่ใช่กำไรหรือตัวเลขทางบัญชี
  3. ตรวจสถานะเงินสดของกิจการเป็นประจำ ทั้งในปัจจุบัน และประมาณการ (เงินสดรับ เงินสดจ่าย)
  4. ทำงานวันนี้ ควรบันทึกวันนี้ เพื่อความถูกต้องและไม่ล่าช้า
  5. อย่าเพิกเฉยในการจัดทำงบกระแสเงินสด เป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน
  6. อย่าตรวจดูสถานะเงินใน Bank Statement หรือในสมุดบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว
  7. ต้องสามารถคาดการณ์ เงินสดสุทธิ ใน 6 เดือนข้างหน้าได้
  8. เตือนตัวเองเสมอว่า ปัญหาทางการเงินในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุในวันนี้ แต่เกิดจากปัญหาที่สะสมไม่ได้แก้ไข
  9. ต้องทำงบประมาณเงินสด  (Cash Budget)
  10. ไม่ควรหมกมุ่นกับเรื่องเงินสดมากจนละเลยการทำธุรกิจอื่นๆ

ฟังรายละเอียดการพูดคุยได้ในวิดีโอต่อไปนี้
10 กฎเหล็กบริหารเงินสดสำหรับ SME

ติดต่อสอบถามบริการให้คำปรึกษา การบริหารเงินสด สำหรับ SME ได้ที่ โทร. 0899361775

https://www.gnosisadvisory.com/services/

11 ขั้นตอนเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในสำนักงาน

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2562

ประสิทธิภาพ การทำงาน

ส่วนใหญ่ผู้จัดการจะเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายในสำนักงานคือค่าใช้จ่ายคงที่ และไม่ค่อยให้ความสำคัญที่จะพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อประหยัดเวลา ซึ่งเมื่อถึงเวลาจัดทำงบประมาณคิดเพียงจะตัดงบเหล่านี้ แล้วไปเพิ่มให้กับส่วนงานอื่นๆ เช่นฝ่ายการตลาด เพราะเข้าใจว่าสร้างรายได้ให้กับกิจการมากกว่า แต่ในความเป็นจริงควรจะทำสอดคล้องกัน เพิ่มรายได้และบริหารค่าใช้จ่าย (ไม่ใช่ลดหรือตัดค่าใช้จ่าย)  ด้วยประสบการณ์ในการทำงานกับลูกค้าหลายประเภทกิจการ ทีมงานบริษัท จีโนซิส จำกัด จึงสรุปขั้นตอนการปรับปรุงการทำงานในสำนักงาน เพื่อบริหารค่าใช้จ่าย บริหารเวลางานในสำนักงาน หรือ Back Office ให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับงบประมาณ

  1. จัดระเบียบพื้นที่ ดูเป็นงานที่ง่ายๆ แต่ไม่ค่อยมีใครจะจัดการอย่างจริงจัง จัดไฟล์ต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่เข้าแฟ้ม แยกเอกสารตามอายุและความสำคัญ ถ้าเก่ามากและไม่มีความสำคัญอีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องเก็บ ก็ให้ทำลายทิ้งหรือเก็บในรูปแบบอิเลคโทรนิคส์
  2. กำจัดเอกสารที่ซ้ำซ้อน หลังจากที่ทำลายเอกสารเก่าแล้ว ให้ดูว่ามีเอกสารที่มีหลายสำเนาหรือไม่ เอาไปทำลายหรือรีไซเคิล
  3. จัดการงานที่ซ้ำซ้อน เคยเห็นอยู่บ่อยครั้งที่งานเดียวกัน แต่ว่าต้องคีย์ข้อมูลซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยคนหลายๆ คน ทางที่ดีที่สุดคือนำคนเหล่านั้นมาอยู่ในทีมเดียวกันแล้วแบ่งงานกันตามความถนัดที่สุด และกระจายหน้าที่โดยให้ระบบงาน หรือฐานข้อมูลหลักเป็นตัวรวบรวม
  4. ยกเลิกรายงานที่ไม่จำเป็น คงจะเคยเห็นกันว่ามีบันทึกอนุมัติ เอกสารหลายฉบับที่เยิ่นเย้อ ทั้งๆ ที่สามารถย่อให้เหลือในรายงานฉบับเดียว สรุปข้อมูลเท่าที่จำเป็นกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ
  5. ยกเลิกการอนุมัติหลายขั้นตอน พบมากในหน่วยงานที่มีหลายระดับและมีความรับผิดชอบแตกต่างกัน งานนี้ต้องปรับโครงสร้างองค์กรให้ลดขั้นตอนการอนุมัติ ลดเวลาการตัดสินใจ โดยกำหนดผู้อำนาจตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ให้มีน้อยคน (เป็นคนเดียวไม่ได้ เพราะต้องมีการคานอำนาจ ในการตรวจสอบด้วย)
  6. ใช้ระบบออโตเมชั่น มีระบบการทำงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้คนแล้วเช่น ระบบตอบรับอัตโนมัติ ระบบการโอนเงินผ่านทางอิเลคโทรนิคส์ ไม่ต้องออกเช็ค ระบบการแจ้งข้อมูลผ่าน SMS เป็นต้น อย่างไรก็ตามควรจะตรวจสอบค่าใช้จ่ายและประเมินผลที่ได้รับเทียบกับงบประมาณที่ต้องเสียเพิ่มด้วย
  7. ฝึกอบรมพัฒนาเจ้าหน้าที่ มีหลายบริษัทเข้าใจผิดว่าทีมงานในสำนักงานไม่จำเป็นต้องฝึกอบรมอะไรมากมาย เพราะไม่ต้องไปหาลูกค้าหรือสร้างรายได้อะไร ซึ่งจริงๆ แล้วพนักงานทุกคนในบริษัทคือตัวแทนของบริษัท ประสิทธิภาพในการทำงานต้องมีการพัฒนาปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อบริษัทกำลังเติบโต ทุกฝ่ายควรได้รับการฝึกเตรียมความพร้อมด้วยกันทุกคน สิ่งที่ควรทำก่อนคือแยกแยะหน้าที่ความรับผิดชอบของงานให้ชัดเจน (Job Description) แล้วจัดหาวิชาหรือเรื่องการอบรมให้ตรงกับหน่วยงานนั้นๆ เริ่มต้นจากการฝึกอบรมภายในกันเองแล้วเชิญบริษัทอบรมเฉพาะด้านมาแนะนำเพิ่มเติมในมุมมองที่แตกต่าง
  8. จัดพื้นที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พนักงานส่วนใหญ่ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่เพราะการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์เครื่องใช้ หรือสภาพแวดล้อมโดยรอบไม่เอื้ออำนวย เช่นต้องเดินไปถ่ายเอกสารหรือส่งแฟกซ์ไกลจากที่นั่ง เป็นต้น ควรจะจัด Layout  ผังที่นั่งการทำงานให้เหมาะสมกับผู้ที่ใช้งาน ลดเวลาการเคลื่อนไหว เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้คล่องตัว บางทีสามารถซื้ออุปกรณ์สำนักงานที่ไม่แพงมากนัก เช่นพริ้นเตอร์ (Printer) เดี๋ยวนี้ราคาถูกมาก ก็จัดให้กับพนักงานที่ต้องใช้งานพิมพ์จำนวนมากใช้เป็นส่วนตัว เป็นต้น  จะได้ไม่ต้องเดินหรือใช้งานเครื่องใดเครื่องหนึ่งมากเกินไป โดยประเมินเปรียบเทียบราคาของใหม่ กับค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่ใช้ร่วมกัน ว่าอย่างไหนให้ความคุ้มค่าและเทียบกับประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น
  9. จัดสรรจำนวนพนักงานให้เหมาะสมกับงาน จำนวนงานในสำนักงานอาจมีขึ้นมีลงได้ ยิ่งถ้าเป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลการขาย ถ้าเป็นไปได้ควรจัดจำนวนพนักงานหลักที่มีความสามารถและประสบการณ์ให้พอดีกับปริมาณงานหลักๆ แล้วจัดหาพนักงานชั่วคราว หรือ Part-time มาช่วยสนับสนุนเมื่อปริมาณเพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลาของปี การจัดการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานให้เหมาะสมกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลง
  10. เปรียบเทียบการดำเนินงานกับธุรกิจใกล้เคียงกัน โดยขอคำแนะนำกับบริษัทที่ปรึกษา หรือสำนักบัญชี หรือผู้ตรวจสอบบัญชีที่มีประสบการณ์การทำงานในธุรกิจอุตสาหกรรมเดียวกันของเรา จัดหาข้อมูลเปรียบเทียบเช่นเปอร์เซ็นต์ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต่อรายได้ของข้อมูลอุตสาหกรรม เพื่อดูว่าธุรกิจของเราบริหารจัดการใกล้เคียงอย่างไร เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุง และที่ปรึกษาเหล่านี้สามารถแนะนำว่าควรจะจัดระบบการบริหารจัดการอย่างไรให้ดีขึ้นได้เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ที่ขนาดใกล้เคียงกัน
  11. ฝึกให้พนักงานทำงานข้ามฝ่าย (Cross-training) หลังจากที่กิจการได้จัดการตามขั้นตอนที่กล่าวมาแล้ว พนักงานควรมีการสับเปลี่ยนหน้าที่การทำงานกันบ้าง เพื่อสามารถทำงานทดแทนกันได้ และกระจายความรู้การทำงานให้ทุกส่วนงานรับรู้และช่วยเหลือกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น พนักงานคนหนึ่งที่ผ่านงานหลายอย่างในองค์กร จะเข้าใจธุรกิจมากขึ้นและสามารถทำงานหลายอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับปรุงพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่เพียง 11 ขั้นตอนนี้ เมื่อเข้าใจธุรกิจมากขึ้นและพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ การพัฒนาย่อมไม่มีที่สิ้นสุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

12 คำถามที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารต้องตอบ

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2562

การบริหารหรือการดำเนินธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เถ้าแก่ เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารธุรกิจในองค์กรนั้นจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจอย่างถ่องแท้ และสามารถสื่อสารหรือถ่ายทอดความเข้าใจนั้นให้กับผู้อื่นได้ เช่นพนักงานในบริษัท ผู้ร่วมลงทุน (ผู้ถือหุ้น) ลูกค้า ซัพพลายเออร์ (ผู้ขายวัตถุดิบ) สถาบันการเงิน นักลงทุน หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่สนใจในธุรกิจของคุณ  โดยทั่วไปจะออกมาเป็นรูปแบบของแผนธุรกิจ หรือหนังสือชี้ชวน เป็นต้น

ทั้งนี้ Gnosis ได้รวบรวมประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับธุรกิจของตนเอง และ Gnosis ใช้คำถามเหล่านี้เป็น Questionare เบื้องต้นก่อนให้คำปรึกษาการวางแผนธุรกิจแก่องค์กรนั้นๆ

12 คำถามต่อไปนี้ครอบคลุมกลยุทธ์หลัก และประเด็นการบริหารที่ผู้นำองค์กรต้องตอบให้ได้ ซึ่งถ้าตอบไม่ได้หรือตอบแบบไม่มั่นใจ คุณจะได้เห็นความล้มเหลวหรือความผิดพลาดในการดำเนินธุรกิจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

  1. คุณอยู่ในธุรกิจประเภทใด ธุรกิจของคุณให้ประโยชน์อะไรแก่ลูกค้าในการดำเนินหรือพัฒนาชีวิตหรือในการทำงาน
  2. พันธกิจ (Mission) หรือเป้าหมายของธุรกิจคืออะไร สามารถระบุได้ว่าคุณต้องการจะทำอะไรให้สำเร็จ หรือหลีกเลี่ยงเรื่องใด หรือทำอย่างไรเพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับธุรกิจโดยตลอด
  3. ลูกค้ากล่าวถึงธุรกิจของคุณ และบอกต่อกับคนอื่น สรุปเป็นประโยคหรือเป็นคำว่าอะไร
  4. ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคือใคร
  5. อธิบายลักษณะทั้งกายภาพ แนวคิด พฤติกรรม ทัศนคติ การใช้ชีวิต ค่านิยม ของกลุ่มเป้าหมาย และอธิบายได้ว่าลูกค้าเป้าหมายคิดหรือตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการของคุณอย่างไร
  6. ลูกค้าเป้าหมายพิจารณา “คุณค่า” สินค้าหรือบริการของคุณอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่ง ลูกค้าเป้าหมายมองหาหรือคาดหวังผลประโยชน์อะไรจากการทำธุรกิจกับคุณ
  7. ความสามารถหลัก (Core Competency) ธุรกิจของคุณคืออะไร กล่าวคือทักษะหรือความสามารถพิเศษอะไรที่คุณสามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้
  8. ระบุคู่แข่งขันทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือมีใครอีกบ้างที่ขายสินค้าหรือบริการเหมือนกับคุณ ให้กับกลุ่มลูกค้าเดียวกัน
  9. ลูกค้าสนใจไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากคู่แข่งเพราะอะไร ลูกค้าได้รับผลประโยชน์อะไรที่ได้จากคู่แข่งแต่ไม่ได้จากคุณ
  10. สินค้าหรือบริการใดที่สร้างผลกำไรสูงสุดให้กับธุรกิจ และสินค้าหรือบริการใดที่ให้ผลกำไรน้อยที่สุด
  11. ธุุรกิจของคุณมีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ มีความแตกต่างหรือความโดดเด่นในเรื่องใด
  12. หากต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างประสิทธิผล และประสิทธิภาพในองค์กร คุณจะทำอะไรบ้าง (เช่นทีมงาน, วิธีการดำเนินงาน, บริหารค่าใช้จ่าย เป็นต้น)

เจ้าของธุรกิจ หรือผู้นำองค์กรต้องสามารถตอบคำถามข้างต้นได้อย่างมั่นใจ หรือตอบแบบไม่ลังเล ถ้าหากไม่รู้คำตอบหรือไม่แน่ใจในคำตอบ ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องรีบหาคำตอบให้รวดเร็วที่สุดถ้าคิดจะดำเนินธุรกิจของตนเองต่อไปอย่างมั่นคงและมีอนาคตที่ดี

ข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจแฟรนไชส์

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2562

แฟรนไชส์ ได้เปรียบอย่างไร

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เริ่มหลักสูตร “บ่มเพาะนักบริหารในธุรกิจแฟรนไชส์ รุ่นที่ 14” เพื่อพัฒนานักบริหารในธุรกิจแฟรนไชส์ ให้มีความรู้ ความสามารถในการพัฒนาองค์กรของตนเองให้มีมาตรฐานมากขึ้น และได้เชิญ คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจีโนซิส จำกัด เป็นวิทยากรในเรื่อง “ความรู้พื้นฐานด้านแฟรนไชส์” เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนกลยุทธ์ (ด้านแฟรนไชส์) และการบริหารการเงิน รวมทั้งเป็นผู้ตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วย จำนวนผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 60 คนเป็นผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับคัดเลือกแล้วว่ามีโอกาสในการพัฒนาธุรกิจในระบบแฟรนไชส์

แฟรนไชส์ คืออะไร

คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ ได้บรรยาย “ข้อได้เปรียบในการทำธุรกิจแฟรนไชส์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน “ความรู้พื้นฐานด้านแฟรนไชส์” โดยสรุปว่า ธุรกิจที่ใช้ระบบแฟรนไชส์ในการขยายธุรกิจนั้น มีข้อได้เปรียบดังนี้

  1. จะลดต้นทุนในการขยายสาขาของตนเอง เพราะผู้ซื้อสิทธิแฟรนไชส์ หรือ แฟรนไชส์ซี เป็นผู้ลงทุนเอง
  2. แฟรนไชส์ซอร์ ไม่ต้องเพิ่มจำนวนพนักงานใหม่เมื่อขยายสาขาเอง การบริหารจัดการง่ายขึ้น แต่จำเป็นต้องสร้างทีมงานสนับสนุนการจัดการกับแฟรนไชส์ซี
  3. ขยายไปสู่ตลาดได้กว้างขึ้น ลดระยะเวลาในการวิจัยตลาดในพื้นที่ใหม่ ๆ และเข้าถึงพื้นที่ด้วยคนในพื้นที่จริง ๆ ซึ่งจะเข้าใจความต้องการในตลาดท้องที่ การปรับกลยุทธ์การตลาดท้องถิ่น (Local Store marketing) ช่วยกับการตลาดจากส่วนกลาง (Corporate Marketing)
  4. ลดค่าใช้จ่ายในการตลาดบางส่วน เช่นเมื่อขยายได้มากกว่า 20 สาขา ตัวสาขาจะโฆษณาตราสินค้าหรือแบรนด์ไปในตัว
  5. มีรายได้ส่วนเพิ่มจากระบบธุรกิจแฟรนไชส์ เช่น รายได้ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ รายได้ค่ารอยัลตี้ กำไรจากการขายสินค้า เป็นต้น
  6. ได้รับข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ผ่านทางแฟรนไชส์ซี เพื่อพัฒนาการบริหาร สินค้า หรืองานบริการให้ลูกค้าและแฟรนไชส์ซีพึงพอใจ
อย่างไรก็ดี การคัดเลือกแฟรนไชสซี เป็นปัจจัยผันแปรกับข้อได้เปรียบข้างต้น หากคัดเลือกแฟรนไชส์ซีที่ไม่ทำตามระบบงานของแฟรนไชส์ ไม่ชำระค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ ไม่ซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจากแฟรนไชส์ซอร์ มีวิธีการทำงานในรูปแบบของตนเอง ทำให้แฟรนไชส์ซอร์ไม่สามารถควบคุมมาตรฐาน หรือคุณภาพของสินค้าและบริการได้ 

สอบถามงานบริการให้คำปรึกษาการสร้างระบบแฟรนไชส์ได้ที่ โทร. 0899361775

Our Services

และโปรดติดตามข่าวสารประชาสัมพันธ์ได้อีกช่องทางที่ Facebook.com/Gnosisadvisory