กระบวนการตรวจมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ไทย

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2019

ยกระดับ แฟรนไชส์ ด้วย มาตรฐาน

นับตั้งแต่ปี 2551 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำ “เกณฑ์มาตรฐาน คุณภาพแฟรนไชส์แห่งชาติ” เพื่อสร้างองค์กรธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีความเข้มแข็ง และสามารถแข็งขันกับธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศได้

เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์จะอิงหลักการแนวทางระบบสากลนิยมของ Thailand Quality Award (TQA) ซึ่งจัดทำขึ้นตามแนวทางมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Malcolm Baldrige National Quality Award – MBNQA) ที่เป็นที่ยอมรับและมีการนำไปใช้กว่า70 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นระบบเกณฑ์ที่เน้นการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรธุรกิจของตนให้มีคุณภาพและความเป็นเลิศ

กระบวนการตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์กับธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการ มี 3 ขั้นตอนดังนี้


เศรษฐพงศ์ ชี้แจงเกณฑ์การให้คะแนน

คุณเศรษฐพงศ์ บริษัทจีโนซิสจำกัด กำลังอธิบายเกณฑ์การให้คะแนนมาตรฐานแฟรนไชส์ และยกตัวอย่างการเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็น

  • การประเมินตนเอง (Self Assessment Franchise Test) คะแนนเต็มเท่ากับ 450 คะแนน จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ 320 คะแนน โดยมีคำถามในหัวข้อดังนี้ ข้อมูลแฟนไชส์ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจ การสร้างภาพพจน์องค์กร อัตราการทำกำไรของธุรกิจ ชื่อเสียงและแบรนด์ ภาวะการณ์แข่งขันธุรกิจ การจัดกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะเฉพาะของธุรกิจ การบริหารจัดการองค์กรและการให้บริการ งบประมาณของธุรกิจ และรูปแบบการจัดร้านค้า
  • การประเมินโดยนักวินิจฉัย (Total Quality Franchise Management) คะแนนเต็มเท่ากับ 1,000 คะแนน จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ 668 คะแนน ซึ่งนักวินิจฉัยจะเข้าไปตรวจสอบ ณ สถานประกอบการ และสัมภาษณ์ทีมบริหารแฟรนไชส์นั้น ใน 7 หัวข้อหลักดังนี้ 1) การนำองค์กร 2) การพัฒนากลยุทธ์ 3)การมุ่งเน้นที่ลูกค้าและตลาด 4)การวัด วิเคราะห์ การจัดการความรู้ 5)การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล 6)การจัดการกระบวนความรู้ และ 7)ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
  • เมื่อธุรกิจได้ผ่านการประเมินจากคะแนน SAFT และ TQFM จะมีคณะกรรมการตรวจสอบและพิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกใบประกาศรับรองมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชยื

คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท จีโนซิส จำกัด คือหนึ่งในทีมวินิจฉัยตรวจคุณภาพแฟรนไชส์ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และเป็นวิทยากรด้านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในโครงการสร้างธุรกิจเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ (B2B) ตั้งแต่รุ่นที่ 15 จนกระทั่งล่าสุดรุ่นที่ 16 (เริ่มอบรมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 จนถึงเดือนเมษายน 2557) การสัมนาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 จัดขึ้นเพื่อวางรากฐานธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เข้าใจและเตรียมความพร้อมความมีมาตรฐานตั้งแต่เริ่มต้น

นอกจากอธิบายเกณฑ์การประเมินมาตรฐานแฟรนไชส์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการสร้างธุรกิจเข้าระบบแฟรนไชส์ B2B รุ่นที่ 16  แล้ว คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ได้ยกตัวอย่างเอกสารสำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องจัดทำเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เช่นแผนธุรกิจ แผนกลยุทธ์แฟรนไชส์ เอกสารประกอบการตรวจสาขา แผนงานพัฒนาบุคลากร ดัชนีชี้วัดความสำเร็จต่างๆ เป็นต้น

สัมมนา มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์

วิทยากรถ่ายรูปร่วมกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์รุ่นที่ 16 (B2B) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557

เกณฑ์ในการวัด มาตรฐาน แฟรนไชส์ จะดูว่าแฟรนไชส์ซอร์มีการ วางแผน (Plan) ได้ปฏิบัติจริง (Do) ตรวจติดตามผลงาน (Check) และ แก้ไขปรับปรุง (Act) แล้ววนกลับไปที่แผนอีกว่าต้องแก้ไขอะไรอีก ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ข้อมูลจากแฟรนไชส์ซีจะมีส่วนสำคัญที่ต้องนำมาใช้วิเคราะห์ประเมินผลการดำเนินงาน

การวัดผลการดำเนินงานจากตัวชี้วัด จะต้องนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมาย เปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน เปรียบเทียบเกณฑ์ของอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือต้องนำไปใช้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แผนงานเท่านั้น

อยากสร้างระบบแฟรนไชส์ให้เป็นมาตรฐาน ดูข้อมูลงานให้บริการของจีโนซิส ได้ที่ https://www.gnosisadvisory.com/services/

หรือติดตามอัพเดทความรู้ด้านแฟรนไชส์ได้ที่ Facebook.com/Gnosisadvisory

มาตรฐานแฟรนไชส์ กับการสร้างความสัมพันธ์

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2019

มาตรฐานแฟรนไชส์ ที่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์มองเป็นอันดับแรกคือระบบการปฏิบัติงาน มองถึงคุณภาพของสินค้าและมาตรฐานการให้บริการ มองข้ามการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแฟรนไชส์ซอร์ (เจ้าของแบรนด์) และแฟรนไชส์ซี (ผู้ซื้อสิทธิแฟรนไชส์) คือเกณฑ์ มาตรฐานแฟรนไชส์ ที่สำคัญมากเช่นกัน

โดยหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพ มาตรฐานแฟรนไชส์ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะใช้เกณฑ์เดียวกับ เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ  เพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ โดยสำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ทั้งนี้ได้มีการปรับเกณฑ์ให้เหมาะสมกับธุรกิจแฟรนไชส์ โดยทีมที่ปรึกษาโครงการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจในระบบแฟรนไชส์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพการตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ ปีงบประมาณ 2558 ซึ่งคุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด เป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษา และผู้ตรวจประเมินเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์มาตั้งแต่ปี 2553 และได้บรรยายในหลักสูตร เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ ให้กับผู้ประกอบการแฟรนไชส์ วันที่ 8 มิถุนายน 2558


หลักเกณฑ์สำคัญของ มาตรฐานแฟรนไชส์ อยู่ในหัวข้อหลัก 7 ข้อได้แก่

  1. การนำองค์กร  (120 คะแนน)
  2. การวางแผนเชิงกลยุทธ์ (100 คะแนน)
  3. การมุ่งเน้นลูกค้า (120 คะแนน)
  4. การวัด วิเคราะห์ และการจัดการความรู้ (80 คะแนน)
  5. การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล (100 คะแนน)
  6. การมุ่งเน้นการปฏิบัติการ (130 คะแนน)
  7. ผลลัพธ์ทางธุรกิจ (350 คะแนน)

คะแนนรวม 1,000 คะแนน คะแนนมาตรฐานคือ 650 คะแนน

เมื่อธุรกิจแฟรนไชส์ได้กำหนดแผนกลยุทธ์โดยมีผู้นำแสดงวิสัยทัศน์และเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว การดำเนินงานรักษาฐานลูกค้า สร้างลูกค้าใหม่ และการพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า คือการรักษาฐานให้แฟรนไชส์เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การจำแนกกลุ่มลูกค้าและตลาด จะช่วยให้การกำหนดทิศทางกลยุทธ์ธุรกิจตอบสนองได้ตรงประเด็น ตรงใจลูกค้า และความหมายของลูกค้าไม่ใช่เพียงแค่ ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้ใช้บริการเท่านั้น แต่หมายรวมถึง แฟรนไชส์ซี หรือ ผู้ซื้อสิทธิ์แฟรนไชส์ไปดำเนินธุรกิจตามที่หวังผลสำเร็จเหมือนกับแฟรนไชส์ซี  ดังนั้นการฟังเสียงลูกค้า (Voice of Customer) และการประเมินความพึงพอใจของลูกค้า การจัดการข้อเรียกร้องต่างๆ ในหัวข้อการมุ่งเน้นลูกค้า (Customer Focus) ในเกณฑ์ มาตรฐานแฟรนไชส์ จะส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างแฟรนไชส์ซอร์ แฟรนไชส์ซี และลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิผล


นอกจากนี้การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล (Workforce Focus) อีกหนึ่งเกณฑ์ใน มาตรฐานแฟรนไชส์ ที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและบุคคลในกิจการ ได้แก่การสร้างความผูกพันโดยการเพิ่มคุณค่าของบุคลากร มีการวางแผนอาชีพ (Career Path) การกำหนดลักษณะงาน (Job Description) การพัฒนาบุคลากร เช่นการฝึกอบรม การบริหารค่าจ้างและผลตอบแทน และต้องประเมินความผูกพันของบุคคลทุกๆ ปีด้วย ซึ่งไม่ใช่บุคคลในกิจการเท่านั้น แฟรนไชส์ซี เปรียบเสมือนหุ้นส่วนธุรกิจที่ต้องการพัฒนาเป็นประจำ ทั้งด้านพัฒนาศักยภาพภาวะผู้นำ และการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และทุกครั้งในการพัฒนาจะต้องประเมินผลด้วยว่ามีผลตอบรับเป็นอย่างไร นำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อพัฒนากลยุทธ์การสร้างความผูกพันให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

สภาพแวดล้อมในการทำงานจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและสร้างผลกำไรได้ เช่นสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุในการทำงาน ไม่เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว พนักงานมีความสุขในการทำงาน บรรยากาศส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

ธุรกิจแฟรนไชส์จะดำรงอยู่ได้เมื่อมีความสัมพันธ์ระหว่างแฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซี หากแฟรนไชส์ซอร์จะหวังรวยอยู่ข้างเดียวปล่อยให้แฟรนไชส์ซีซื้อสิทธิไปแล้วทิ้งขว้าง อนาคตของแฟรนไชส์ซอร์นั้นก็ไปได้ไม่นานหรอก เมื่อจะยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีมาตรฐานต้องยกระดับความสัมพันธ์จนกระทั่งให้เกิดความผูกพันกันได้

แฟรนไชส์ซอร์จะประสบความสำเร็จได้เมื่อแฟรนไชส์ซีประสบความสำเร็จแล้ว นี่คือเกณฑ์ มาตรฐานแฟรนไชส์ ที่ยอมรับกันทั่วโลก

ติดต่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างมาตรฐานแฟรนไชส์ให้กับธุรกิจได้ที่ contact@gnosisadvisory.com

หรือกดติดตามที่ https://www.facebook.com/gnosisadvisory/

5 ข้อแฟรนไชส์ซอร์ต้องมี แฟรนไชส์ซีควรได้

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2019

5 ข้อแฟรนไชส์ต้องมี

ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นแล้วว่าเป็นทางลัดในการสร้างธุรกิจได้เร็วกว่าการเริ่มต้นสร้างธุรกิจด้วยตนเอง ขณะที่การทำธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงและปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจการทำธุรกิจแฟรนไชส์อย่างแท้จริง กล่าวคือ “แฟรนไชส์ซอร์” (หรือเจ้าของธุรกิจที่จะขยายกิจการแบบแฟรนไชส์นั้น) จะเน้นขายเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าแรกเข้า และเก็บค่ารอยัลตี้ ค่าการตลาด โดยไม่ได้สนับสนุนให้เกิดธุรกิจนั้นอย่างจริงจัง นักลงทุนที่ซื้อแฟรนไชส์ (หรือเรียกว่า “แฟรนไชส์ซี”) จะตกหลุมกับคำหวานว่าจะได้เงินคืนทุน และได้ผลกำไรแบบลมๆ ไม่ได้ธุรกิจที่ต้องการ ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากแฟรนไชส์ซอร์ เป็นต้น

ดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ใดก็ตาม หรือแม้กระทั่งธุรกิจใดที่ต้องการจะขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ควรคำนึงถึง 5 ปัจจัยที่ธุรกิจแฟรนไชส์ต้องมี ดังนี้

โครงสร้าง แฟรนไชส์

1. แผนธุรกิจที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ

สิ่งที่แฟรนไชส์ซีปรารถนาในการลงทุนซื้อแฟรนไชส์คือ “รูปแบบธุรกิจ” หรือ Business Model ที่ดำเนินธุรกิจมาระยะเวลาหนึ่งแล้วว่าประสบความสำเร็จทั้งด้านการเงินและชื่อเสียง มีแบรนด์สินค้าเป็นที่ยอมรับ มีสินค้าและบริการเป็นที่นิยม เป็นต้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ธุรกิจควรมีรูปแบบพร้อมให้นักลงทุนหรือแฟรนไชส์ซีดำเนินการได้ตามแนวทางของแฟรนไชส์ซอร์ (ธุรกิจต้นแบบ) ไม่ต้องไปคิดกลยุทธ์หรือแผนงานเริ่มต้นด้วยตนเองอีก

2. คอร์สอบรม และคู่มือปฎิบัติงาน

แฟรนไชส์ซอร์ต้องเตรียมหลักสูตรการอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และกระบวนการปฎิบัติงานต่างๆ ให้แฟรนไชส์ซีฝึกพัฒนาจนสามารถดำเนินธุรกิจได้เหมือนกับแฟรนไชส์ซอร์ ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจลงทุน แฟรนไชส์ซีควรสอบถามระยะเวลาการอบรม ตรวจดูหลักสูตรต่างๆ และเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับระยะเวลาการฝึกอบรม และควรสอบถามว่ามีแผนการอบรมเพิ่มเติม และแผนการดูแลสนับสนุนการดำเนินงานจากแฟรนไชส์ซอร์อย่างไรบ้าง

3. ระบบการตลาด

แฟรนไชส์ซอร์ต้องสามารถแสดงแผนการตลาดที่จะสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโต และช่วยให้แฟรนไชส์ซีมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะค่าการตลาดที่แฟรนไชส์ซอร์เรียกเก็บจากแฟรนไชส์ซีนั้นจะถูกใช้ไปกับกลยุทธ์การตลาดต่างๆ อย่างเป็นระบบแบบแผน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จ และนำเสนอแผนการตลาดใหม่ๆ ในอนาคต

4. ระบบเทคโนโลยี

แฟรนไชส์ซอร์ต้องพัฒนาระบบสารสนเทศ หรือระบบไอทีของตนเองอย่างต่อเนื่องให้มีความรวดเร็ว ปลอดภัยและแม่นยำ ซึ่งสามารถใช้ติดต่อประสานงานกับแฟรนไชส์ซี และใช้ตรวจสอบผลการทำงานเพื่อดูแลสนับสนุน เช่นข้อมูลด้านยอดขาย ข้อมูลการสั่งซื้อสินค้า ข้อมูลการตลาดเป็นต้น ทั้งนี้ระบบดังกล่าวควรใช้ตรวจสอบข้อมูลภายในของแฟรนไชส์ซอร์เองได้ด้วย

5. เครือข่ายแฟรนไชส์ซี

เป็นข้อพิสูจน์ความแข็งแรงของระบบแฟรนไชส์ของธุรกิจนั้นเลย นักลงทุนรายใหม่ควรมีโอกาสสอบถามความเห็นของแฟรนไชส์ซีปัจจุบันว่าได้รับการดูแลสนับสนุนหรือมีปัญหาใดๆ ในการดำเนินธุรกิจอย่างไร ซึ่งการรวมตัวของแฟรนไชส์ซีหรือเครือข่ายนี้จะพัฒนาอย่างดีเมื่อได้รับความเอาใจใส่ของแฟรนไชส์ซอร์โดยตลอด อย่างไรก็ตามสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ใหม่ๆ อาจยังไม่มีแฟรนไชส์ซีเป็นจำนวนมาก นักลงทุนควรสอบถามแฟรนไชส์ซอร์เกี่ยวกับนโยบายการสนับสนุนเครือข่ายแฟรนไชส์ซีในอนาคตอย่างไร

ทั้ง 5 ข้อข้างต้นแฟรนไชส์ซอร์ต้องมีพร้อม และแฟรนไชส์ซีควรใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน

การตลาด และการประชาสัมพันธ์ แฟรนไชส์

บทความโดย เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์, CFE กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ

การสร้างระบบแฟรนไชส์มาตรฐาน จะต้องเริ่มต้นจากการวางแผนกลยุทธ์ให้ชัดเจน และมีคู่มือปฏิบัติงาน มีสัญญาแฟรนไชส์ที่รัดกุม และระบบการสนับสนุนแฟรนไชส์ซี รักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน 
สนใจการสร้างระบบแฟรนไชส์ ติดต่อ บริษัท จีโนซิส จำกัด โทร. 0899361775

หรือ https://www.gnosisadvisory.com/services/

ติดตามข่าวสารงานสัมมนาได้อีกช่องทางที่ Facebook.com/gnosisadvisory