ขอสินเชื่อธุรกิจ ต้องรู้จัก 5ค. (ตอนที่ 1 คุ้ม)

Tuesday, September 10th, 2562

เมื่อธุรกิจต้องการเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อขยายกิจการ เพื่อใช้ซื้อวัตถุดิบ เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง หรือแม้กระทั่งเริ่มต้นธุรกิจใหม่ก็ตาม ในขณะที่เงินทุนจากเงินออมส่วนตัว และจัดหามาจากคนใกล้ชิดรวมกันแล้วยังไม่เพียงพอต่องบประมาณที่คาดหวังไว้ ทางเลือกหนึ่งที่ผู้ประกอบการมองหาคือ ขอสินเชื่อจากธนาคาร จากสถาบันการเงินต่างๆ แล้วคุณเคยมีประสบการณ์การขอสินเชื่อหรือยัง

ปัญหาคือ การขอสินเชื่อไม่ง่ายเหมือนในโฆษณาที่ธนาคารต่างๆ นำเสนอเลย การถูกปฎิเสธไม่ให้สินเชื่อเหมือนฝันร้ายของผู้ประกอบการ กำลังใจหดหายทันทีเมื่อมีใครที่เราหวังว่าจะช่วย กลับกลายเป็นผู้มาวิจารณ์ความฝันของเราแบบไม่เห็นอนาคต เช่น “รายได้ประมาณนี้จะพอจ่ายหนี้อย่างไร” “เมื่อไรจะคุ้มทุน” “สินค้าบริการนี้จะขายได้อย่างไร” “คุณทำการตลาดแบบนี้ก็เหมือนคนอื่นๆ ทำกัน คุณจะแข่งกับเจ้าของตลาดได้ยังไง” “มีเงินทุนเท่านี้จะอยู่รอดไปถึงไหนเชียว” “มีทีมงานที่มีประสบการณ์กี่คน” “มีอะไรเป็นหลักประกันให้ธนาคารมั่นใจบ้าง” เป็นต้น

หากมองในแง่ดี ความจริงที่ซ่อนอยู่ในคำวิจารณ์เหล่านั้น คือคำแนะนำที่มีค่ามหาศาล เหมือนกระจกที่สะท้อนให้ผู้ประกอบการมองธุรกิจของตัวเองในมุมมองของคนอื่น  ดังนั้นเรามามองใหม่ว่าธนาคารสนใจอะไรบ้าง

ธนาคารมีหลักพื้นฐานการวิเคราะห์สินเชื่อ Credit Analysis เรียกกันว่า 5Cs โดยทีมที่ปรึกษาบริษัท จีโนซิส จำกัดขอแปลงเป็นคำย่อภาษาไทยว่า 5 ค. ประกอบด้วย คุ้ม ค้ำ คลัง ความเสี่ยง และคน ดังรูปต่อไปนี้

“คุ้ม”

ฝ่ายสินเชื่อธนาคาร เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ธุรกิจที่มานำเสนอว่า คุ้มค่าต่อการลงทุน และคุ้มค่าพอที่จะให้สินเชื่อหรือไม่  โดยวิเคราะห์แผนธุรกิจในเรื่องความสามารถในการชำระหนี้เป็นอันดับแรก (Capacity) ได้แก่ศึกษาการได้มาของรายได้ และสมมติฐานทางการเงินต่างๆ เพื่อมั่นใจว่ากระแสเงินสดสุทธิ (Casho Flow) มีเพียงพอจะชำระหนี้ได้อย่างไร ดังนั้นผู้ประกอบการควรมีคำตอบให้พร้อมในเรื่องที่่มาของสมมติฐานต่างๆ จะให้ดีถ้ามีสัญญาซื้อขาย หรือข้อตกลงในการทำสัญญากับคู่ค้าจะยิ่งทำให้รายได้ในอนาคตมีความชัดเจนน่าเชื่อถือมากกว่าสมมติตัวเลขแบบลอยๆ  ถ้าหากธุรกิจมีประวัติการดำเนินงานพอสมควร ข้อมูลในอดีตอาจพอใช้ประมาณการณ์ในอนาคตได้บ้าง ทั้งนี้ธนาคารสนใจการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีสมมติฐานที่มีเหตุผลและประเมินได้

อัตราส่วนทางการเงินที่ธนาคารใช้ประเมิน ได้แก่ อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Coverage Ratio) คืออัตราส่วนของกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายลบด้วยภาษีจ่าย (EBITDA – income tax) หารด้วยภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือน (ได้แก่เงินต้นบวกดอกเบี้ยจ่าย)

โดยทั่วไปธนาคารจะพิจารณาสินเชื่อกับธุรกิจที่มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า หมายความว่า ธุรกิจจะต้องสร้างกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายลบด้วยภาษีจ่าย ไม่น้อยกว่า 1.50 บาทต่อเดือน สำหรับทุกๆ ยอดผ่อนชำระ 1 บาทต่อเดือน หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าธุรกิจต้องผ่อนชำระ 1 บาทต่อเดือน ธุรกิจต้องมีเงินสดสุทธิไม่ต่ำกว่า 1.50 บาทต่อเดือน เหลือ 0.50 ไว้กันความเสี่ยงและการลงทุนต่อไป

กรณีที่ทำแผนธุรกิจมาแล้วพบว่าเงินสดสุทธิดังกล่าวเหลือไม่ถึง 1.50 บาท ธนาคารจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการลดวงเงินสินเชื่อ หรือขยายระยะเวลาสินเชื่อเพื่อจะให้ยอดผ่อนชำระลดลงมาให้ได้ ซึ่งถ้าใช้กรณีลดวงเงินสินเชื่อ เงินลงทุนที่คาดหวังในการทำธุรกิจอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นต้องพิจารณาเรื่องการบริหารเงินสดสุทธิ หรือหารายได้เพิ่มมาให้ได้อย่างไร

ติดตามตอนที่สองเรื่อง “ค้ำ” ต่อไปในบทความต่อไปครับ

หากมีข้อสงสัยหรือข้อแนะนำกรุณาติดต่อได้ที่ contact@gnosisadvisory.com หรือเขียนลงในช่องความเห็นข้างล่างนี้

ถ้าพบว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์ต่อได้เลยครับ

เศรษฐพงศ์​ ผดุงพิสุทธิ์

บริษัท จีโนซิส จำกัด

ขอสินเชื่อธุรกิจ ต้องรู้จัก 5ค. (ตอนที่ 2 ค้ำ)

Tuesday, September 10th, 2562

หลังจากที่สถาบันการเงินวิเคราะห์ว่าธุรกิจของคุณ หรือโครงการที่จะขอสินเชื่อสนับสนุนนั้น มีความเป็นไปได้ มีความคุ้มค่าน่าลงทุน และแสดงให้เห็นความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ได้แล้ว ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนที่ 1 “คุ้ม” สถาบันการเงินหรือธนาคารจะพิจารณาการประกันความเสี่ยงการให้สินเชื่อโดยการขอให้นักลงทุนนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันวงเงินสินเชื่อ (Collateral)

ผู้กู้ส่วนมากจะมองว่า ธนาคารคิดจะเอาทรัพย์สินค้ำประกันสินเชื่อนั้นไปใช้ประโยชน์เอง ซึ่งจริงๆ ก็น่าคิดเหมือนนะครับ เพราะเมื่อขอสินเชื่อธนาคารบางแห่ง จะเริ่มคำถามก่อนว่า “มีหลักประกันอะไรมาค้ำ” โดยที่ยังไม่สนใจว่าโครงการการลงทุนนั้นคืออะไรเลย ทั้งนี้อาจมองได้ว่าการพิจารณาสินเชื่อของเจ้าหน้าที่สินเชื่อนั้นยังใช้วิธีโบราณ หรือว่ายอดสินเชื่อเป้าหมายของฝ่ายที่ดูแลนั้นเต็มแล้ว หรือกำลังหาสินทรัพย์ค้ำประกันงามๆ มาประดับพอร์ตตัวเอง และอีกหลายเหตุผล แล้วแต่จะคิดนะครับ ถ้าถามมาแบบนี้โอกาสจะได้สินเชื่อก็จะน้อยลงครับ ยกเว้นว่าคุณมีหลักทรัพย์ค้ำประกันดีๆ มานำเสนอ

หลักทรัพย์ค้ำประกันอะไรบ้างที่ธนาคารสนใจนั้นขึ้นอยู่กับ สภาพคล่องของหลักทรัพย์นั้นว่าเปลี่ยนมือง่าย หรือขายคล่องกลับไปเป็นเงินสดได้สะดวก ทั้งนี้ธนาคารมองหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นแหล่งคืนเงินกู้แหล่งที่สองรองจากการชำระเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยโดยเงินสดของผู้กู้ อีกนัยนึงคือ เมื่อผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ ธนาคารจะต้องฟ้องยึดทรัพย์ค้ำประกันมาชดเชยหนี้ที่ค้างชำระ ซึ่งต้องใช้เวลาพอควร และธนาคารเองไม่ค่อยปรารถนาซะเท่าไร เพราะธนาคารไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับการยึดทรัพย์มาสร้างผลกำไร

ประเภทหลักประกัน ได้แก่

  1. เงินสด หรือสิทธิในบัญชีเงินฝากที่สถาบันการเงิน ได้แก่บัญชีเงินออมทรัพย์ บัญชีเงินฝากประจำ เป็นต้น
  2. ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน บัตรเงินฝากที่สถาบันการเงินนั้นออกเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชน
  3. หนังสืออาวัลตั๋ว หนังสือค้ำประกันฯ
  4. หลักทรัพย์ที่อยู่ในความต้องการของตลาดทั้งหลักทรัพย์ประเภททุน และประเภทหนี้ เช่นหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ หุ้นกู้ ตราสารหนี้ พันธบัตร ที่มีการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์
  5. ทองคำ
  6. หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ
  7. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เช่นที่ดินว่างเปล่า สวนไร่นา อาคารสำนักงาน เป็นต้น
  8. อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย เช่นบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุดคอนโดมิเนียม เป็นต้น
  9. อสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ที่เปลี่ยนมือได้ เช่นสิทธิการเช่า (ซึ่งบางธนาคารไม่รับ สิทธิการเช่าเป็นหลักประกันแล้วนะครับ ต้องสอบถามกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง)
  10. เครื่องจักร
  11. ยานพาหนะ เช่นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องบิน เป็นต้น
  12. สินค้าคงคลัง หรือสินค้าที่กิจการมีไว้ขาย ในกรณีนี้เช่นสินค้าการเกษตรที่สามารถจำนำได้ เป็นต้น
  13. สินทรัพย์ทางปัญญา ต้องสามารถจดจำนำหรือนำมาเป็นหลักประกันได้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการประเมินมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ และสามารถยึดได้ตามกฎหมาย

(ข้อมูลรายชื่อหลักประกันข้างต้นนำมาบางส่วนจาก แนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องแนวนโยบายการประเมินราคาหลักประกันและอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชำระหนี้ของสถาบันการเงิน, 9 ธันวาคม 2552)

มูลค่าของหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่ “เงินสด หรือ ข้อ 1-3 ข้างต้น” จะถูกประเมินโดยบริษัทประเมินที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแต่ละแห่ง รายชื่อบริษัทประเมินหลักประกันหาได้จากหน้าเวปสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ดีควรตรวจสอบกับธนาคารที่จะไปกู้ว่าใช้บริษัทประเมินที่ไหนที่ธนาคารนั้นยอมรับได้ ธนาคารแบ่งแห่งจะมีหน่วยงานประเมินหลักทรัพย์ภายในในกรณีที่วงเงินสินเชื่อที่ขอไม่เกิน 50 ล้านบาทครับ ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการประเมินราคาหลักประกันนี้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้กู้หรือผู้ขอสินเชื่อ

ในกรณีที่มูลค่าของหลักประกันที่ผู้ขอสินเชื่อ ไม่เพียงพอกับจำนวนวงเงินสินเชื่อที่ขอไป เช่นอยากได้วงเงินสินเชื่อ 10 ล้านบาท ขณะที่นำบ้านมาค้ำประกันในมูลค่า 6 ล้านบาท โอกาสไม่ได้หมดซะทีเดียวครับ เพราะยังมีหน่วยงานช่วยเหลือเช่น บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. มาค้ำประกันเพิ่มเติมให้ ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกันอีกครับ ปรึกษากับเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ด้วยครับว่ามีโครงการร่วมกับ บสย. หรือไม่ ซึ่งปกติแล้วธนาคารรัฐจะมีโครงการร่วมกันครับ

เมื่อธุรกิจแสดงความ “คุ้ม” น่าลงทุนแล้ว และมีหลักทรัพย์ที่มา “ค้ำ” ป้องกันความเสี่ยงในการชำระหนี้แล้ว สถาบันการเงินยังไม่สรุปว่าจะให้วงเงินสินเชื่อนะครับ โปรดติดตามตอน “คลัง” เงินทุนของกิจการที่ลงทุน ณ ปัจจุบัน และอนาคตมีผลต่อการพิจารณาวงเงินและความเสี่ยงในการให้สินเชื่อเช่นกัน

หากมีข้อสงสัยหรือข้อแนะนำกรุณาติดต่อได้ที่ contact@gnosisadvisory.com หรือเขียนลงในช่องความเห็นข้างล่างนี้

ถ้าพบว่าบทความนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์ต่อได้เลยครับ

เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์

กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด