10 กฎเหล็กในการบริหารเงินสด SME

วันจันทร์, มีนาคม 21st, 2011

ปัญหาใหญ่ในการบริหารจัดการของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME  คือการขาดสภาพคล่องในการบริหารจัดการธุรกิจ หรืออีกนัยหนึ่งคือขาดเงินสดหมุนเวียนเพื่อใช้ดำเนินกิจการให้เพียงพอในการใช้จ่ายทั้งด้านการลงทุนและค่าใช้จ่ายบริหารต่างๆ จริงอยู่ที่สิ่งแรกที่เจ้าของกิจการต้องทำคือการหาตลาดสร้างรายได้ จนลืมไปว่าเงินสดหมุนเวียนไม่พอใช้ เช่นนำเงินไปลงทุนหมดแล้ว และในบางกิจการขายเชื่อไป กว่าจะได้เงินสดก็ขาดใจกันไปก่อน หรือทำธุรกิจแบบหมุนเงินจ่ายหนี้นอกระบบจนไม่เหลือใช้เอง

บทความ  10 กฎเหล็กในการบริหารเงินสด SME นี้คัดออกมาบางส่วนจาก CD คู่มือฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจโดย SME Bank เพื่อเป็นของขวัญให้กับลูกค้าธนาคารเมื่อปีพ.ศ. 2552 ซึ่งดำเนินรายการโดยคุณสุภาวดี เวศยพิรุฬห์ อดีตผู้บริหารช่องเถ้าแก่ สถานีดาวเทียม ASTV และปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ  MCOT 100.5 FM ได้เชิญคุณเศรษฐพงศ์​ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการการเงินสำหรับธุรกิจ  แนะนำแนวทางในการบริหารสภาพคล่องให้กับเจ้าของกิจการ  SME

10 กฎที่เจ้าของกิจการ SME ต้องปฎิบัติตามเพื่อการบริหารสภาพคล่อง หรือบริหารเงินสดหมุนเวียนในกิจการ ได้แก่

  1. อย่าให้เงินสดขาดมือ ควรประมาณเงินสดขั้นต่ำไว้เผื่อฉุกเฉิน

  2. คำนึงไว้เสมอว่าหัวใจในการดำเนินธุรกิจ SME คือ เงินสด ไม่ใช่กำไรหรือตัวเลขทางบัญชี

  3. ตรวจสถานะเงินสดของกิจการเป็นประจำ ทั้งในปัจจุบัน และประมาณการ (เงินสดรับ เงินสดจ่าย)

  4. ทำงานวันนี้ ควรบันทึกวันนี้ เพื่อความถูกต้องและไม่ล่าช้า

  5. อย่าเพิกเฉยในการจัดทำงบกระแสเงินสด เป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน

  6. อย่าตรวจดูสถานะเงินใน Bank Statement หรือในสมุดบัญชีธนาคารเพียงอย่างเดียว

  7. ต้องสามารถคาดการณ์ เงินสดสุทธิ ใน 6 เดือนข้างหน้าได้

  8. เตือนตัวเองเสมอว่า ปัญหาทางการเงินในวันนี้ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุในวันนี้ แต่เกิดจากปัญหาที่สะสมไม่ได้แก้ไข

  9. ต้องทำงบประมาณเงินสด  (Cash Budget)

  10. ไม่ควรหมกมุ่นกับเรื่องเงินสดมากจนละเลยการทำธุรกิจอื่นๆ

ฟังรายละเอียดการพูดคุยได้ในวิดีโอต่อไปนี้
10 กฎเหล็กบริหารเงินสดสำหรับ SME

รวมมาตรการของธนาคาร ช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบอุทกภัย (1)

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 10th, 2011

ในภาวะวิกฤตน้ำท่วมตั้งแต่เดือนกันยายน จนถึง พฤศจิกายน 2554  พื้นที่เศรษฐกิจหลายแห่งในภาคกลาง รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดอยุธยา ทั้งธุรกิจข้ามชาติ ธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจขนาด SME  ต่างต้องหยุดการดำเนินธุรกิจ ไม่สามารถผลิตสินค้า ไม่สามารถให้บริการได้ ขาดรายได้ ในขณะที่ยังมีค่าใช้จ่ายคงที่ทีี่ต้องรับภาระอยู่ เช่นค่าจ้าง เงินเดือนพนักงาน สวัสดิการต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงิน ได้แก่ ดอกเบี้ยจ่าย และเงินต้นตามภาระสินเชื่อที่มีอยู่

สถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะเจ้าหนี้ หรือผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินแก่กลุ่มธุรกิจนั้น ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบอุกภัยครั้งนี้ด้วย แม้ว่าธนาคารหลายสาขาจำเป็นต้องปิดการดำเนินงานชั่วคราว เพราะประสบภัยน้ำท่วมเช่นกัน

ทีมงานบริษัท จีโนซิส จำกัด ได้รวบรวมมาตราการต่างๆ ที่ธนาคารได้ออกมาช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ ดังต่อไปนี้

ธนาคารกรุงเทพ

ธนาคารกรุงเทพออก ‘สินเชื่อบัวหลวงเอสเอ็มอีบรรเทาทุกข์จากอุทกภัย’ วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัย โดยให้กู้สูงสุดรายละ 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ในปีแรก หลังจากนั้นคิดอัตรา MLR ผ่อนชำระตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการยื่นกู้ได้ถึง 30 ธันวาคม 2554

  • สำหรับลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ ธนาคารจะให้ความช่วยเหลือโดยการพิจารณาปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ลดอัตราดอกเบี้ย หรือปรับโครงสร้างหนี้เดิม ตลอดจนให้สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่อง

  • นอกจากนี้ ธนาคารยังมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าบุคคล โดยจะพิจารณาผ่อนปรนการผ่อนชำระ ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ปรับโครงสร้างหนี้ หรือให้สินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ด้วยอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษในปีแรกร้อยละ 5 และเป็นอัตรา MRR ในปีถัดไป โดยสามารถผ่อนชำระสินเชื่อที่กู้เพิ่มได้สูงสุด 5 ปี

(อ้างอิงข้อมูลจากข่าวประชาสัมพันธ์ของธนาคารกรุงเทพ วันที่ 10 ตุลาคม 2554 ตามลิงค์นี้ )

ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทยให้ความช่วยเหลือลูกค้าธนาคารทุกกลุ่ม ดังต่อไปนี้

  • ลูกค้ารายย่อยที่มีสินเชื่อบ้าน ธนาคารเสนอให้ปรับลดยอดการผ่อนชำระรายได้ 40% เป็นระยะเวลา 1 ปี หรือจะชำระเฉพาะดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน และธนาคารจะมอบวงเงินสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมบ้านได้สูงสุดเท่ากับยอดสินเชื่อบ้านที่ผ่อนชำระมาแล้ว โดยคิดดอกเบี้ย 0% นาน  6 เดือน

  • สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยที่ประสบภัยจากน้ำท่วม และไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด จะได้รับการผ่อนผันให้ชำระดอกเบี้ย 50% และปรับลดยอดผ่อนชำระขั้นต่ำให้เป็น 0-10%

  • สำหรับผู้ใช้สินเชื่อเงินสดทันใจกสิกรไทยที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับการผ่อนผันให้ชำระดอกเบี้ย 50% และปรับลดยอดผ่อนชำระขั้นต่ำเป็น 0-5%

  • สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กสิกรไทย จะได้รับการปรับลดยอดผ่อนชำระรายเดือนสูงสุด 50% เป็นระยะเวลานานสูงสุด 1 ปี และขยายระยะเวลาการผ่อนสูงสุด 6 เดือน โดยรวมสัญญาเดิมแล้วไม่เกิน 7 ปี

  • สำหรับลูกค้าธุรกิจธนาคารจะขยายระยะเวลาปลอดชำระเงินต้น ให้แก่ลูกค้าที่ใช้วงเงินสินเชื่อกับธนาคาร ฯ เป็นเวลา 6 เดือน และต่อเพิ่มได้อีก 6 เดือนหากสถานการณ์ยังไม่กลับสู่สภาพปกติ ส่วนลูกค้าที่ใช้วงเงินสินเชื่อเพื่อการนำเข้า (T/R) หรือวงเงินตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) สามารถต่อตั๋วออกไปได้อีก 6 เดือน โดยไม่ต้องมีเอกสารการสั่งซื้อรองรับการต่ออายุตั๋วสัญญา นอกจากนี้ธนาคารยังพร้อมจะช่วยเหลือลูกค้าหลังภาวะน้ำท่วมด้วยการให้วงเงินกู้เพื่อฟื้นฟูกิจการ ซ่อมแซมสถานประกอบการ เครื่องจักร หรือเงินช่วยเหลือกรณีสินค้าเสียหาย ระยะเวลาผ่อนชำระ 3 ปี และมีระยะเวลาปลอดชำระเงินต้นนาน 6 เดือน

(อ้างอิงข้อมูลจากข่าวประชาสัมพันธ์ของธนาคารกสิกรไทย ตามลิงค์นี้)

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารไทยพาณิชย์ออกมาตรการช่วยเหลือ ได้แก่ การเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เป็น 20,000 ล้านบาท จากเดิม 10,000 ล้านบาท และออกมาตรการ “หยุดผ่อน ลดดอกเบี้ย เพิ่มวงเงิน” สำหรับลูกค้ารายย่อย และลูกค้าธุรกิจ SME/SSME ที่ได้รับความเสียหายมาก ดังนี้

  • ลูกค้ารายย่อย มีคุณสมบัติเป็นลูกค้าที่มีประวัติการชำระเงินที่ดี ได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วม หากมีสินเชื่อบ้าน ธนาคารเสนอให้พักชำระหนี้สูงสุด 6 เดือน และลดดอกเบี้ยสูงสุด 50%  เป็นเวลา 3 เดือน วงเงินเพิ่มสูงสุด 120% ของราคาประเมินเดิม ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 เดือน

  • ลูกค้ารายย่อยที่มีหนี้บัตรเครดิต และ Speedy Cash สามารถพักชำระหนี้และลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% เป็นเวลา 3 เดือน

  • ลูกค้ารายย่อยที่มีสินเชื่อรถยนต์ สามารถพักชำระหนี้สูงสุดเป็นเวลา 3 เดือน

  • ลูกค้า SME/SSME คุณสมบัติเป็นกิจการที่ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายโดยตรงจากน้ำท่วม ธนาคารจะพิจารณาเรื่องการพักชำระหนี้และดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน (ต่อได้อีก 6 เดือน ถ้าจำเป็น) ลดดอกเบี้ยสูงสุด 50% เป็นเวลา 3 เดือน เพิ่มวงเงิน O/D เป็น 20%

  • และลูกค้า SME สามารถกู้เงินเพื่อฟื้นฟู  ระยะเวลา3 ปี ดอกเบี้ยปีแรก 5% ปีที่เหลือ MLR -1%

(อ้างอิงข้อมูลจากข่าวประชาสัมพันธ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 ตามลิงค์นี้)

ธนาคารกรุงไทย

ธนาคารกรุงไทยเพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยนาน 6 เดือน ส่วนลูกค้า SME และรายย่อยที่ไม่มีรายได้ ธนาคารคิดดอกเบี้ย 0% พร้อมพักชำระเงินต้นนาน 3 เดือน รวมทั้งได้ปรับ 7 มาตรการช่วยเหลือเดิม โดยขยายเวลาให้ดอกเบี้ยอัตราต่ำพิเศษเป็น 3 ปี และยืดระยะชำระหนี้เป็น 7 ปี

  • มาตรการเงินกู้กรุงไทยสู้อุทกภัยลูกค้าที่มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารและได้รับผลกระทบ ให้ดอกเบี้ยพิเศษในอัตรา MLR -1% ต่อปี นาน 3 ปี และสามารผ่อนชำระ 7 ปี และถ้าลูกค้าเหล่านี้ต้องการเงินทุนหมุนเวียน ธนาคารกรุงไทยได้ลดอัตราดอกเบี้ยในปีแรกเหลืออัตรา MOR-2.5% ต่อปี

  • สำหรับลูกค้าสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบุคคลนั้น ธนาคารพักชำระหนี้วงเงินกู้แบบมีระยะเวลาทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือน หลังจากนั้น สามารถทยอยผ่อนชำระดอกเบี้ยที่พักแขวน สูงสุดภายใน 24 เดือน

  • ส่วนลูกค้า SME และรายย่อยที่ไม่มีรายได้ สามารถเลือกพักชำระหนี้นาน 3 เดือน โดยธนาคารไม่คิดดอกเบี้ย

  • ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจประเภทเงินทุนหมุนเวียนที่มีเอกสารประกอบ ทั้งที่เป็นเม็ดเงินและภาระผูกพัน ธนาคารจะพิจารณาต่อตั๋วออกไปอีก 6 เดือน โดยไม่ต้องมีเอกสารประกอบ

(อ้างอิงข้อมูลจากข่าวสารกรุงไทย วันที่ 19 ตุลาคม 2554 ตามลิงค์นี้)

ธนาคารทหารไทย

ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ออกมาตราการช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบภัย ดังต่อไปนี้

  • ลูกค้าบุคคลทีเอ็มบี ที่มีสินเชื่อบ้านทีเอ็มบี สินเชื่อบุคคล TMB Cash 2 Go สินเชื่อบุคคลวงเงินพร้อมใช้ TMB Ready Cash และบัตรเครดิตทีเอ็มบีทุกประเภท ที่ได้รับความเดือดร้อนสามารถเลื่อนการผ่อนชำระค่างวด ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน

  • ลูกค้าของธนาคาร สามารถขอสินเชื่อบุคคลฉุกเฉินได้สูงสุด 1 ล้านบาท

  • สำหรับลูกค้าที่มีสินเชื่อ TMB Cash 2 Go ในปัจจุบัน และต้องการขอสินเชื่อเพิ่ม ทีเอ็มบี จะอนุมัติสินเชื่อเท่ากับยอดเงินต้นที่ลูกค้าได้ชำระไปแล้ว บวกวงเงินพิเศษเพิ่มอีก 10 % ของวงเงินสินเชื่อเดิม โดยวงเงินรวมสูงสุดไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ จำนวนเงินขั้นต่ำ 10,000 บาท สูงสุด 1ล้านบาท

  • สำหรับลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ ธนาคารจะพิจารณาเป็นรายๆ ไปตามความเหมาะสม โดยมีมาตรการที่จะสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปซ่อมแซมอาคาร โรงงาน และเครื่องจักร ทั้งนี้ สินเชื่อดังกล่าว จะเป็นสินเชื่อระยะยาวตามความเหมาะสมซึ่งส่วนใหญ่มีระยะเวลาประมาณ 5 ปี และมีระยะเวลาปลอดการชำระเงินต้นไม่น้อยกว่า 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับความเสียหายและระยะเวลาที่ต้องใช้ในการฟื้นฟู นอกจากนี้ ธนาคารจะขยายระยะเวลาในการผ่อนชำระคืนเงินทุนหมุนเวียนอีกสูงสุดเป็นเวลา 6 เดือน

  • สำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี สามารถผ่อนผันด้านการพักชำระเงินต้น และยืดอายุหนี้ออกไปเป็นระยะเวลา 6-12 เดือน และธนาคารจะพิจารณาให้สินเชื่อเพิ่มเติมแก่ลูกค้าที่มีความจำเป็น เพื่อใช้ในการปรับสภาพสถานประกอบการ หรือ ใช้เป็นวงเงินหมุนเวียนในธุรกิจเพิ่มเติม โดยวงเงินกู้ใหม่นี้ จะมีระยะเวลาผ่อนชำระคืนประมาณ 7 ปี และ ระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้นสูงถึง 6 เดือน ทั้งนี้ ลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ขอวงเงินกู้เพิ่มไม่เกิน 20% ของวงเงินเดิมไม่ต้องนำหลักทรัพย์มาค้ำประกันเพิ่ม

(อ้างอิงข้อมูลจากข่าวประชาสัมพันธ์ธนาคารทหารไทย วันที่ 17 ตุลาคม และ วันที่ 21 ตุลาคม 54)

ทีมงานบริษัท จีโนซิส จำกัด ขอเป็นแรงใจให้กับผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ ให้ผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบากด้วยกำลังใจเต็มร้อย หากมีส่วนงานใดที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูเยียวยาให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ หรือต้องการคำปรึกษาการนำเสนอขอสินเชื่อธนาคาร บริษัท จีโนซิส จำกัดยินดีให้คำปรึกษาและคำแนะนำเป็นพิเศษครับ

Creative Workshop เพิ่มค่าสินค้าและบริการของ SMEภาคใต้

วันอังคาร, มีนาคม 16th, 2010

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ผู้รับผิดชอบเป็นหน่วยดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ได้จัดการอบรมให้ความรู้ จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และ Creative Workshop หรือเรียกกันว่ากิจกรรมสร้างคุณค่าให้กับสินค้าและบริการ SMEs ในพื้นที่ภาคใต้ งานนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมที่ปรึกษาด้านการตลาด และทีมงานจากมหาวิทยาลัยสงขลาฯ (มอ.) และวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยได้เชิญ คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท จีโนซิส จำกัด เป็นผู้ดำเนินรายการและจัดกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจในการคิดสร้างสรรค์ตลอดโครงการ 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 8-10  กรกฎาคม 2553 ณ โรงแรมเมืองลิกอร์ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ประกอบการที่ได้ถูกคัดเลือกเข้าโครงการนี้กว่า 26 กิจการ ซึ่งรวมกับทีมที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ของสถาบัน มีทั้งสิ้นประมาณ 90 คน

คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ ดำเนินรายการโครงการฯ

รูปแบบการจัดแคมป์นี้แบ่งเป็น 4 ส่วนดังนี้ 1)กิจกรรมละลายพฤติกรรมเพื่อให้เกิดความสนิทสนมกันระหว่างผู้ประกอบการ 2)การอบรมให้ความรู้ด้าน Creativity การสร้างสรรค์ผลงาน 3) การทำ Workshop โดยมีนักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมระดมความคิดทำงานกับผู้ประกอบการ 4)การนำเสนอผลงานให้กับผู้เชี่ยวชาญที่มีทำงานเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้า OTOP ในระดับสากล ได้แก่ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อของเดอะมอลล์กรุ๊ป นักออกแบบจาก Index Living Mall ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อจากนารายณ์ภัณฑ์ และผู้เชี่ยวชาญสินค้า OTOP จากกระทรวงมหาดไทย

คุณเศรษฐพงศ์ รับผิดชอบในการดำเนินรายการโครงการนี้ตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.โดยจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรมให้ผู้ประกอบการได้รู้จักกันและรู้จักกับทีมงานที่จะมาเป็นที่ปรึกษาในด้านต่างๆ

งานเลี้ยงต้อนรับผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือก

เกมเมื่อยไม๊จ๊ะ พี่จ๋า สร้างความสนุกเฮฮาและสนิทสนม

กิจกรรมที่นำมาสร้างเสียงหัวเราะและความสนิทสนมได้แก่ เกมตามหาป้ายชื่อ เกมเรียงลำดับตามคำสั่ง เกมเมื่อยไม๊จ๊ะ (นวดให้กันและกัน) เกมเพื่อนสนิท เป็นต้น ทำให้ผู้ประกอบการได้รู้จักกันมากขึ้นเพื่อจะต่อยอดในการสร้างเครือข่ายธุรกิจต่อไป

ในช่วงเช้าของวันที่ 9 ก.ค. เปิดงานโดยคุณอยุทธ์ เตชะสุกิจ ผู้อำนวยการศูนย์เพิ่มมูลค่าผลผลิตและออกแบบผลิตภัณฑ์ (ผู้รับผิดชอบโครงการนี้) สถาบันพัฒนา SME มีการอบรมให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญดังนี้ ผศ.อรสา จิรภิญโญ บรรยายหัวข้อ “ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ ดูเขา ดูเรา” อ.ไพเวช วังบอน บรรยายหัวข้อ “Inspire Creativity” (จุดประกายความคิดสร้างสรรค์) และนพ.บัญชา พงษ์พานิช บรรยายหัวข้อ “Creative Breakthrough การสร้างสรรค์ที่แตกต่าง”

การบรรยายความรู้ด้าน Creativity

นั่งสมาธิ และสร้างจินตนาการไปตามเรื่องที่เล่า ก่อนเริ่มทำ Workshop

ก่อนเริ่มกิจกรรม Workshop ช่วงบ่าย คุณเศรษฐพงศ์ได้กล่าวถึงการบริหารสมองเพื่อสร้างจินตนาการ และให้นั่งสมาธิจุดประกายและพลังในการผลิตผลงานอย่างสร้างสรรค์

ช่วงเวลา Workshop ผู้ประกอบการแต่ละรายเริ่มต้นจากการระดมสมองเพื่ออัตลักษณ์ (Identity) ความเป็นตัวตนของวัฒนธรรมในพื้นที่ภาคใต้ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการต่างๆ ที่มีอยู่และให้เป็นสากลมากขึ้นได้อย่างไร ทีมนักออกแบบและทีมการตลาดเข้าไปให้คำปรึกษากันอย่างใกล้ชิด

คุณเศรษฐพงศ์ กำลังซักถามเพื่อสร้างประเด็นความคิดให้กับสินค้าที่ทำมาจากกระจูด พืชสำคัญในพื้นที่ภาคใต้

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใหม่จากหนังตะลุง ได้มีการทำโมเดลตัวอย่างเพื่อประกอบการนำเสนอ

ในวันที่ 10  ก.ค. ผู้ประกอบการจะนำเสนอผลงานรวมทั้งแผนการตลาดที่เกิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง และเสริมด้วยคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษา การนำเสนอนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการการซื้อขายผลิตภัณฑ์และบริการมาให้ความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์

ผู้ประกอบการที่ได้เข้าร่วมทุกคนต่างได้รับประโยชน์จาก Workshop ครั้งนี้ โดยในเย็นของวันสุดท้ายมีการจัดงานเลี้ยงขอบคุณ และกล่าวสรุปงานเพื่อวางแผนการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป ซึ่งการจัดการอบรม Workshop ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการดำเนินงานโครงการ โดยทีมที่ปรึกษาจะลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ จนกว่าโครงการจะเสร็จเป็นรูปธรรมและนำสินค้าจริงๆ ออกจำหน่ายได้ภายในเดือนกันยายนนี้