12 questions the business owner or management must answer.

วันเสาร์, พฤศจิกายน 14th, 2020

All enterprises must understand their own business value and can share the values to others such as your employees, stakeholders, customers, financial institutes, or potential investors.  They can also be view as business plan or prospectus.

Gnosis has gathered the 12 frequent asked questions for business owners or management about their business.  We also asked them before consulting.

1.Which industry your business is in?
2. what is your mission? What is/are your goal(s)? what is your core value? What do keep your customers with you?
3. What do your customers talk about you? What would your customers refer your business to others?
4. who are your target customers?
5. Please explain your target groups’ thoughts, attitudes, appearances, actions, and life style. Also, explain how your target groups make decision to buy your services/products.
6. What do your target groups expect from your products/services? What or how your services/products create value or benefit them?
7. What are your business core values or what are your special/unique/competitive business skills/expertise that fulfill your target groups’ demands?
8. Who are your direct competitors? Who are your indirect competitors?
9. Why did your target groups use or buy products/services from your competitors? What are the different benefits?
10. Which products/service did make the highest profit and which ones did make the lowest profit?
11. What is your business specialty? What do your business do stand out?
12. What would you do to change/improve/create your business? (Team work, operation, cash management etc.)

You as the business owners or leaders must answer these questions with confident. If you don’t know the answers right now, it is time to find them out for your own sake.

12 คำถามที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารต้องตอบ

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2019

การบริหารหรือการดำเนินธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เถ้าแก่ เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารธุรกิจในองค์กรนั้นจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจอย่างถ่องแท้ และสามารถสื่อสารหรือถ่ายทอดความเข้าใจนั้นให้กับผู้อื่นได้ เช่นพนักงานในบริษัท ผู้ร่วมลงทุน (ผู้ถือหุ้น) ลูกค้า ซัพพลายเออร์ (ผู้ขายวัตถุดิบ) สถาบันการเงิน นักลงทุน หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่สนใจในธุรกิจของคุณ  โดยทั่วไปจะออกมาเป็นรูปแบบของแผนธุรกิจ หรือหนังสือชี้ชวน เป็นต้น

ทั้งนี้ Gnosis ได้รวบรวมประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับธุรกิจของตนเอง และ Gnosis ใช้คำถามเหล่านี้เป็น Questionare เบื้องต้นก่อนให้คำปรึกษาการวางแผนธุรกิจแก่องค์กรนั้นๆ

12 คำถามต่อไปนี้ครอบคลุมกลยุทธ์หลัก และประเด็นการบริหารที่ผู้นำองค์กรต้องตอบให้ได้ ซึ่งถ้าตอบไม่ได้หรือตอบแบบไม่มั่นใจ คุณจะได้เห็นความล้มเหลวหรือความผิดพลาดในการดำเนินธุรกิจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

  1. คุณอยู่ในธุรกิจประเภทใด ธุรกิจของคุณให้ประโยชน์อะไรแก่ลูกค้าในการดำเนินหรือพัฒนาชีวิตหรือในการทำงาน
  2. พันธกิจ (Mission) หรือเป้าหมายของธุรกิจคืออะไร สามารถระบุได้ว่าคุณต้องการจะทำอะไรให้สำเร็จ หรือหลีกเลี่ยงเรื่องใด หรือทำอย่างไรเพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับธุรกิจโดยตลอด
  3. ลูกค้ากล่าวถึงธุรกิจของคุณ และบอกต่อกับคนอื่น สรุปเป็นประโยคหรือเป็นคำว่าอะไร
  4. ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคือใคร
  5. อธิบายลักษณะทั้งกายภาพ แนวคิด พฤติกรรม ทัศนคติ การใช้ชีวิต ค่านิยม ของกลุ่มเป้าหมาย และอธิบายได้ว่าลูกค้าเป้าหมายคิดหรือตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการของคุณอย่างไร
  6. ลูกค้าเป้าหมายพิจารณา “คุณค่า” สินค้าหรือบริการของคุณอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่ง ลูกค้าเป้าหมายมองหาหรือคาดหวังผลประโยชน์อะไรจากการทำธุรกิจกับคุณ
  7. ความสามารถหลัก (Core Competency) ธุรกิจของคุณคืออะไร กล่าวคือทักษะหรือความสามารถพิเศษอะไรที่คุณสามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้
  8. ระบุคู่แข่งขันทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือมีใครอีกบ้างที่ขายสินค้าหรือบริการเหมือนกับคุณ ให้กับกลุ่มลูกค้าเดียวกัน
  9. ลูกค้าสนใจไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากคู่แข่งเพราะอะไร ลูกค้าได้รับผลประโยชน์อะไรที่ได้จากคู่แข่งแต่ไม่ได้จากคุณ
  10. สินค้าหรือบริการใดที่สร้างผลกำไรสูงสุดให้กับธุรกิจ และสินค้าหรือบริการใดที่ให้ผลกำไรน้อยที่สุด
  11. ธุุรกิจของคุณมีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ มีความแตกต่างหรือความโดดเด่นในเรื่องใด
  12. หากต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างประสิทธิผล และประสิทธิภาพในองค์กร คุณจะทำอะไรบ้าง (เช่นทีมงาน, วิธีการดำเนินงาน, บริหารค่าใช้จ่าย เป็นต้น)

เจ้าของธุรกิจ หรือผู้นำองค์กรต้องสามารถตอบคำถามข้างต้นได้อย่างมั่นใจ หรือตอบแบบไม่ลังเล ถ้าหากไม่รู้คำตอบหรือไม่แน่ใจในคำตอบ ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องรีบหาคำตอบให้รวดเร็วที่สุดถ้าคิดจะดำเนินธุรกิจของตนเองต่อไปอย่างมั่นคงและมีอนาคตที่ดี

จัดทำงบประมาณ (Budget) ให้มีประสิทธิภาพ ต้องคำนึงเรื่องอะไร?

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2019

เมื่อพูดถึงการจัดทำงบประมาณประจำปีของบริษัท ไม่เพียงแค่ฝ่ายบัญชีการเงินจะตื่นตระหนกแล้ว ทุกฝ่ายหรือทุกแผนกควรมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน จะว่าไปแล้วการทำงบประมาณหรือ Budget ก็เหมือนกับกับการคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าว่าบริษัทจะเติบโตหรือขยับตัวไปทิศทางไหน สอดคล้องกับแผนธุรกิจ วิสัยทัศน์ และเป้าหมายของบริษัทอย่างไร ทั้งๆ ที่พนักงานทุกคนลงมือลงแรงลงความคิดในการทำงานเป็นชีวิตประจำวันกันทั้งนั้น แต่พอให้ทำงบประมาณในปีหน้า ถึงกับเครียดกันเป็นแถบ

Gnosis (จีโนซิส) ขอเสนอเกร็ดย่อยๆ การจัดทำงบประมาณ Budget ให้มีประสิทธิภาพต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

ตัวอย่างประมาณการรายเดือน

  • การจัดทำงบประมาณ หรือการประมาณการทางการเงินอะไรก็ตาม ต้องคิดเป็นระบบ รอบครอบ มีเหตุมีผล (มีที่มาที่ไปของสมมติฐาน) และต้องคิดแบบเบ็ดเสร็จ คือไม่ใช่ว่าจะคิดแค่ส่วนงานของตัวเอง ต้องมองรอบข้างด้วยว่างบประมาณที่ตั้งไว้จะกระทบกับแผนกไหนบ้าง มีความเป็นไปได้หรือไม่
  • จำไว้ว่า จะพยากรณ์ยอดขาย จำต้องมองเรื่องค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกันด้วย ไม่เพียงแค่คิดจะสร้างยอดขาย แต่ต้องไม่ลืมว่าจะต้องลงทุนเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่จะได้ยอดขายมา
  • ทุกครั้งที่ใส่สมมติฐานใหม่ ให้มองดูที่ผลลัพธ์สุดท้ายด้วย (Bottom Line) ว่าเกินหรือต่ำความเป็นจริงอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งในการประมาณการแต่ละขั้น ควรสังเกตุว่าบริษัทกำไรหรือขาดทุนแตกต่างจากที่คิดหรือไม่ (ดูตัวเลขของแต่ละแผนกประกอบ)
  • เปรียบเทียบยอดประมาณการ (Forecast) กับยอดจริงที่เกิดขึ้น (Actual) หรือเทียบกับผลประกอบการที่ผ่านมา หาข้อแตกต่างที่เป็นนัยสำคัญ
  • โครงสร้างทางการเงินของธุรกิจส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนแปลงมากโดยเฉพาะรายได้และค่าใช้จ่ายหลักๆ ดังนั้นการจัดทำเป็นระบบสอดคล้องกันจะทำให้การจัดทำงบประมาณง่ายขึ้น เช่นให้ทำอัตราส่วนร้อยละของแต่ละค่าใช้จ่ายเทียบกับยอดขาย เป็นต้น
  • ไม่จำเป็นต้องประมาณการรายการทางบัญชีทุกตัว ควรจะกรุ๊ปหรือจัดกลุ่มบัญชีให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจก่อนที่จะประมาณการ
  • พิจารณาให้เหมาะสมสำหรับรายได้หรือค่าใช้จ่าย ว่าเป็นยอดที่จะเกิดโดยตลอดหรือเป็นประจำ (On-going) หรือเกิดขึ้นครั้งเดียวจะไม่เกิดซ้ำบ่อยๆ (one-time) และควรสังเกตุให้ดีว่ามีค่าใช้จ่ายที่จ่ายเป็นประจำใดบ้างที่จะได้รับการสนับสนุนจากรายได้เพียงครั้งเดียวหรือไม่ ถ้าเป็นในกรณีนี้ควรวางแผนในเรื่องการบริหารเงินสดให้ดี ดังนั้นควรปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณานโยบายด้านการขายหรือการจัดการค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกัน
  • วางแผนรับสถานการณ์ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายหรือรายได้ที่ควรจะได้รับโดยตลอดนั้น มีการเปลี่ยนแปลง หรือรับจ่ายไม่เท่ากัน หรือช่วงเวลาผิดเพี้ยน
  • ควรมั่นใจว่ากิจการได้ทำตามกฎระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ที่กิจการมีไว้กับผู้อื่น เช่นการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ในการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow Management) จะต้องมีพอในการชำระหนี้ตามสัญญา
  • แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายมีแผนประมาณการจำนวนมาก จึงควรจะทำเอกสารสรุปในหนึ่งหน้า (Summary Sheet) ทั้งนี้ลองพิมพ์ออกมาอ่านและพิจารณาดูว่า ถ้าคนอื่นที่ไม่รู้รายละเอียดของตัวเลขแต่ละตัว จะเข้าใจความหมายบทสรุปของตัวเลขได้มากแค่ไหน ซึ่งคนเหล่านั้นควรจะได้รับรู้ตามสิ่งที่เราต้องการให้รู้
  • เชื่อในการตัดสินใจของคุณ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเลขดูทะแม่งๆ ไม่มั่นใจ ให้กลับไปดูอีกครั้ง และทำจนคุณรู้สึกพอใจ
  • เมื่อทำงบประมาณการได้แล้ว จะต้องเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นจริง (Actual Data) กับงบประมาณ (Budget Data) เสมอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลหรือสมมติฐานในการจัดทำงบประมาณในปีต่อไปง่ายขึ้น
  • ถ้าเป็นไปได้ให้ทำงบประมาณแบบรายเดือน (monthly budget)
  • เมื่อจัดทำงบประมาณเสร็จแล้ว ต้องตรวจเช็คความถูกต้องทั้งหมดอีกครั้ง (จำเป็นมากครับ เพราะจะเห็นภาพรวมอย่างชัดเจน)

หากมีข้อสงสัยหรือข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณทางการเงิน  Budget Management ติดต่อ บริษัท จีโนซิส จำกัด contact@gnosisadvisory.com

บทความที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรการสร้างแบบจำลองทางการเงิน

กระบวนการตรวจมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ไทย

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2019

ยกระดับ แฟรนไชส์ ด้วย มาตรฐาน

นับตั้งแต่ปี 2551 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำ “เกณฑ์มาตรฐาน คุณภาพแฟรนไชส์แห่งชาติ” เพื่อสร้างองค์กรธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีความเข้มแข็ง และสามารถแข็งขันกับธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศได้

เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์จะอิงหลักการแนวทางระบบสากลนิยมของ Thailand Quality Award (TQA) ซึ่งจัดทำขึ้นตามแนวทางมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Malcolm Baldrige National Quality Award – MBNQA) ที่เป็นที่ยอมรับและมีการนำไปใช้กว่า70 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นระบบเกณฑ์ที่เน้นการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรธุรกิจของตนให้มีคุณภาพและความเป็นเลิศ

กระบวนการตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์กับธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการ มี 3 ขั้นตอนดังนี้


เศรษฐพงศ์ ชี้แจงเกณฑ์การให้คะแนน

คุณเศรษฐพงศ์ บริษัทจีโนซิสจำกัด กำลังอธิบายเกณฑ์การให้คะแนนมาตรฐานแฟรนไชส์ และยกตัวอย่างการเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็น

  • การประเมินตนเอง (Self Assessment Franchise Test) คะแนนเต็มเท่ากับ 450 คะแนน จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ 320 คะแนน โดยมีคำถามในหัวข้อดังนี้ ข้อมูลแฟนไชส์ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจ การสร้างภาพพจน์องค์กร อัตราการทำกำไรของธุรกิจ ชื่อเสียงและแบรนด์ ภาวะการณ์แข่งขันธุรกิจ การจัดกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะเฉพาะของธุรกิจ การบริหารจัดการองค์กรและการให้บริการ งบประมาณของธุรกิจ และรูปแบบการจัดร้านค้า
  • การประเมินโดยนักวินิจฉัย (Total Quality Franchise Management) คะแนนเต็มเท่ากับ 1,000 คะแนน จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ 668 คะแนน ซึ่งนักวินิจฉัยจะเข้าไปตรวจสอบ ณ สถานประกอบการ และสัมภาษณ์ทีมบริหารแฟรนไชส์นั้น ใน 7 หัวข้อหลักดังนี้ 1) การนำองค์กร 2) การพัฒนากลยุทธ์ 3)การมุ่งเน้นที่ลูกค้าและตลาด 4)การวัด วิเคราะห์ การจัดการความรู้ 5)การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล 6)การจัดการกระบวนความรู้ และ 7)ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
  • เมื่อธุรกิจได้ผ่านการประเมินจากคะแนน SAFT และ TQFM จะมีคณะกรรมการตรวจสอบและพิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกใบประกาศรับรองมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชยื

คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท จีโนซิส จำกัด คือหนึ่งในทีมวินิจฉัยตรวจคุณภาพแฟรนไชส์ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และเป็นวิทยากรด้านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในโครงการสร้างธุรกิจเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ (B2B) ตั้งแต่รุ่นที่ 15 จนกระทั่งล่าสุดรุ่นที่ 16 (เริ่มอบรมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 จนถึงเดือนเมษายน 2557) การสัมนาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 จัดขึ้นเพื่อวางรากฐานธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เข้าใจและเตรียมความพร้อมความมีมาตรฐานตั้งแต่เริ่มต้น

นอกจากอธิบายเกณฑ์การประเมินมาตรฐานแฟรนไชส์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการสร้างธุรกิจเข้าระบบแฟรนไชส์ B2B รุ่นที่ 16  แล้ว คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ได้ยกตัวอย่างเอกสารสำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องจัดทำเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เช่นแผนธุรกิจ แผนกลยุทธ์แฟรนไชส์ เอกสารประกอบการตรวจสาขา แผนงานพัฒนาบุคลากร ดัชนีชี้วัดความสำเร็จต่างๆ เป็นต้น

สัมมนา มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์

วิทยากรถ่ายรูปร่วมกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์รุ่นที่ 16 (B2B) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557

เกณฑ์ในการวัด มาตรฐาน แฟรนไชส์ จะดูว่าแฟรนไชส์ซอร์มีการ วางแผน (Plan) ได้ปฏิบัติจริง (Do) ตรวจติดตามผลงาน (Check) และ แก้ไขปรับปรุง (Act) แล้ววนกลับไปที่แผนอีกว่าต้องแก้ไขอะไรอีก ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นได้เสมอ ข้อมูลจากแฟรนไชส์ซีจะมีส่วนสำคัญที่ต้องนำมาใช้วิเคราะห์ประเมินผลการดำเนินงาน

การวัดผลการดำเนินงานจากตัวชี้วัด จะต้องนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมาย เปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน เปรียบเทียบเกณฑ์ของอุตสาหกรรม และที่สำคัญคือต้องนำไปใช้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่แผนงานเท่านั้น

อยากสร้างระบบแฟรนไชส์ให้เป็นมาตรฐาน ดูข้อมูลงานให้บริการของจีโนซิส ได้ที่ https://www.gnosisadvisory.com/services/

หรือติดตามอัพเดทความรู้ด้านแฟรนไชส์ได้ที่ Facebook.com/Gnosisadvisory

5 ข้อแฟรนไชส์ซอร์ต้องมี แฟรนไชส์ซีควรได้

วันอังคาร, กันยายน 10th, 2019

5 ข้อแฟรนไชส์ต้องมี

ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นแล้วว่าเป็นทางลัดในการสร้างธุรกิจได้เร็วกว่าการเริ่มต้นสร้างธุรกิจด้วยตนเอง ขณะที่การทำธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงและปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจการทำธุรกิจแฟรนไชส์อย่างแท้จริง กล่าวคือ “แฟรนไชส์ซอร์” (หรือเจ้าของธุรกิจที่จะขยายกิจการแบบแฟรนไชส์นั้น) จะเน้นขายเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าแรกเข้า และเก็บค่ารอยัลตี้ ค่าการตลาด โดยไม่ได้สนับสนุนให้เกิดธุรกิจนั้นอย่างจริงจัง นักลงทุนที่ซื้อแฟรนไชส์ (หรือเรียกว่า “แฟรนไชส์ซี”) จะตกหลุมกับคำหวานว่าจะได้เงินคืนทุน และได้ผลกำไรแบบลมๆ ไม่ได้ธุรกิจที่ต้องการ ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากแฟรนไชส์ซอร์ เป็นต้น

ดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ใดก็ตาม หรือแม้กระทั่งธุรกิจใดที่ต้องการจะขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ ควรคำนึงถึง 5 ปัจจัยที่ธุรกิจแฟรนไชส์ต้องมี ดังนี้

โครงสร้าง แฟรนไชส์

1. แผนธุรกิจที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ

สิ่งที่แฟรนไชส์ซีปรารถนาในการลงทุนซื้อแฟรนไชส์คือ “รูปแบบธุรกิจ” หรือ Business Model ที่ดำเนินธุรกิจมาระยะเวลาหนึ่งแล้วว่าประสบความสำเร็จทั้งด้านการเงินและชื่อเสียง มีแบรนด์สินค้าเป็นที่ยอมรับ มีสินค้าและบริการเป็นที่นิยม เป็นต้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ธุรกิจควรมีรูปแบบพร้อมให้นักลงทุนหรือแฟรนไชส์ซีดำเนินการได้ตามแนวทางของแฟรนไชส์ซอร์ (ธุรกิจต้นแบบ) ไม่ต้องไปคิดกลยุทธ์หรือแผนงานเริ่มต้นด้วยตนเองอีก

2. คอร์สอบรม และคู่มือปฎิบัติงาน

แฟรนไชส์ซอร์ต้องเตรียมหลักสูตรการอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และกระบวนการปฎิบัติงานต่างๆ ให้แฟรนไชส์ซีฝึกพัฒนาจนสามารถดำเนินธุรกิจได้เหมือนกับแฟรนไชส์ซอร์ ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจลงทุน แฟรนไชส์ซีควรสอบถามระยะเวลาการอบรม ตรวจดูหลักสูตรต่างๆ และเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับระยะเวลาการฝึกอบรม และควรสอบถามว่ามีแผนการอบรมเพิ่มเติม และแผนการดูแลสนับสนุนการดำเนินงานจากแฟรนไชส์ซอร์อย่างไรบ้าง

3. ระบบการตลาด

แฟรนไชส์ซอร์ต้องสามารถแสดงแผนการตลาดที่จะสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโต และช่วยให้แฟรนไชส์ซีมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะค่าการตลาดที่แฟรนไชส์ซอร์เรียกเก็บจากแฟรนไชส์ซีนั้นจะถูกใช้ไปกับกลยุทธ์การตลาดต่างๆ อย่างเป็นระบบแบบแผน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จ และนำเสนอแผนการตลาดใหม่ๆ ในอนาคต

4. ระบบเทคโนโลยี

แฟรนไชส์ซอร์ต้องพัฒนาระบบสารสนเทศ หรือระบบไอทีของตนเองอย่างต่อเนื่องให้มีความรวดเร็ว ปลอดภัยและแม่นยำ ซึ่งสามารถใช้ติดต่อประสานงานกับแฟรนไชส์ซี และใช้ตรวจสอบผลการทำงานเพื่อดูแลสนับสนุน เช่นข้อมูลด้านยอดขาย ข้อมูลการสั่งซื้อสินค้า ข้อมูลการตลาดเป็นต้น ทั้งนี้ระบบดังกล่าวควรใช้ตรวจสอบข้อมูลภายในของแฟรนไชส์ซอร์เองได้ด้วย

5. เครือข่ายแฟรนไชส์ซี

เป็นข้อพิสูจน์ความแข็งแรงของระบบแฟรนไชส์ของธุรกิจนั้นเลย นักลงทุนรายใหม่ควรมีโอกาสสอบถามความเห็นของแฟรนไชส์ซีปัจจุบันว่าได้รับการดูแลสนับสนุนหรือมีปัญหาใดๆ ในการดำเนินธุรกิจอย่างไร ซึ่งการรวมตัวของแฟรนไชส์ซีหรือเครือข่ายนี้จะพัฒนาอย่างดีเมื่อได้รับความเอาใจใส่ของแฟรนไชส์ซอร์โดยตลอด อย่างไรก็ตามสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ใหม่ๆ อาจยังไม่มีแฟรนไชส์ซีเป็นจำนวนมาก นักลงทุนควรสอบถามแฟรนไชส์ซอร์เกี่ยวกับนโยบายการสนับสนุนเครือข่ายแฟรนไชส์ซีในอนาคตอย่างไร

ทั้ง 5 ข้อข้างต้นแฟรนไชส์ซอร์ต้องมีพร้อม และแฟรนไชส์ซีควรใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน

การตลาด และการประชาสัมพันธ์ แฟรนไชส์

บทความโดย เศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์, CFE กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีโนซิส จำกัด

การสร้างระบบแฟรนไชส์มาตรฐาน จะต้องเริ่มต้นจากการวางแผนกลยุทธ์ให้ชัดเจน และมีคู่มือปฏิบัติงาน มีสัญญาแฟรนไชส์ที่รัดกุม และระบบการสนับสนุนแฟรนไชส์ซี รักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน 
สนใจการสร้างระบบแฟรนไชส์ ติดต่อ บริษัท จีโนซิส จำกัด โทร. 0899361775

หรือ https://www.gnosisadvisory.com/services/

ติดตามข่าวสารงานสัมมนาได้อีกช่องทางที่ Facebook.com/gnosisadvisory

4 ปัจจัยสำคัญเขียนแผนธุรกิจให้น่าสนใจ

วันเสาร์, มีนาคม 17th, 2018

                                                                                Gnosis Business Plan

เดี๋ยวนี้พูดถึงแผนธุรกิจ คนส่วนใหญ่รู้จักกันมากขึ้นแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าจะเขียนแผนกันอย่างประสบความสำเร็จกันได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับความทุ่มเท เวลา และความตั้งใจ บางคนจะหาตัวอย่างแผนธุรกิจของคนอื่นมาปรับใช้ ซึ่งจริงๆ แล้วแผนธุรกิจเหมือนกับตัวตนของแต่ละคน เหมือนลายมือที่ไม่เหมือนกัน แผนที่สำเร็จของคนหนึ่ง อาจจะไม่สำเร็จกับอีกคนหนึ่งก็ได้ ถ้าคิดจะทำแบบนั้น ไปลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ที่พร้อมจะให้คู่่มือการทำงานที่เหมือนกันเจ้าของ ธุรกิจเดิมทุกประการและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารอยัลตี้ (คล้ายกับขอสิทธิ์ในการทำธุรกิจเหมือนกัน) และค่าการตลาดมาช่วย

สำหรับ ผู้ที่ต้องการทำแผนธุรกิจให้สำเร็จ ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรมีในแผนธุรกิจด้วย ส่วนใหญ่จะคิดว่าจะใส่ทุกไอเดียลงมาให้แผนฯ มีหลายๆ ความคิด กลายเป็นว่าไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นเลย คล้ายกับจัดบ้านที่ใส่สิ่งที่ตัวเองรักไว้เยอะแยะ คิดว่าจะออกมาสวย กลายเป็นรกไปหมด ไม่น่าดู คนที่แวะมาดูไม่มีโอกาสเห็นได้ทั้งหมด กว่าจะสนใจก็เบื่อแล้ว

  • ดังนั้นปัจจัยแรกของแผน ธุรกิจคือ ต้องสรุปตัวตนและจุดเด่นของธุรกิจให้สั้นที่สุด ไม่ใช่หนึ่งย่อหน้า แต่เป็นประโยคเดียวให้ได้ เพื่อให้นักลงทุนหรือสถาบันการเงินอ่านแล้วประทับใจว่าธุรกิจนี้น่าสนใจ และอยากจะอ่านรายละเอียดต่อ เรียกว่าอ่านแล้ว “โดน”

  • ปัจจัย ที่สองคือ ต้องแสดงแบบจำลองทางการเงิน (Financial Model) ที่บ่งบอกความสามารถในการสร้างรายได้ประมาณการ และแสดงผลตอบแทนให้กับนักลงทุน (Return on Investment) หรือความสามารถในการชำระหนี้กับสถาบันการเงินได้

  • ปัจจัย ที่สามคือ แผนงานปฏิบัติ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรมมีกำหนดวันเวลาดำเนินงานชัดเจน กล่าวคือไม่เป็นเพียงแผนกลยุทธ์ลอยๆ แต่สามารถดำเนินการได้โดยตัวธุรกิจเองได้

  • และ ปัจจัยสุดท้ายที่ควรมีในแผนฯ คือ ต้องสามารถบ่งชี้ได้ว่าทำไมธุรกิจนี้จะประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ได้ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีความโดดเด่นและแตกต่างท้าทาย เติบโตได้อย่างยั่งยืน

สี่ปัจจัยนี้นักลงทุนและสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ก่อนที่จะพิจารณาในรายละเอียดลงไป หรือคัดออกไม่สนใจอีก

ขอให้ทุกท่านที่กำลังเริ่มธุรกิจ หรือต้องการจะเปลี่ยนแปลงพัฒนาธุรกิจใหม่ ประสบผลสำเร็จทุกคนนะครับ

ยินดีให้คำปรึกษาครับ