4 ปัจจัยสำคัญเขียนแผนธุรกิจให้น่าสนใจ

Tuesday, September 10th, 2562

เดี๋ยวนี้พูดถึงแผนธุรกิจ คนส่วนใหญ่รู้จักกันมากขึ้นแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าจะเขียนแผนกันอย่างประสบความสำเร็จกันได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับความทุ่มเท เวลา และความตั้งใจ บางคนจะหาตัวอย่างแผนธุรกิจของคนอื่นมาปรับใช้ ซึ่งจริงๆ แล้วแผนธุรกิจเหมือนกับตัวตนของแต่ละคน เหมือนลายมือที่ไม่เหมือนกัน แผนที่สำเร็จของคนหนึ่ง อาจจะไม่สำเร็จกับอีกคนหนึ่งก็ได้ ถ้าคิดจะทำแบบนั้น ไปลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ที่พร้อมจะให้คู่่มือการทำงานที่เหมือนกันเจ้าของ ธุรกิจเดิมทุกประการและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารอยัลตี้ (คล้ายกับขอสิทธิ์ในการทำธุรกิจเหมือนกัน) และค่าการตลาดมาช่วย

สำหรับ ผู้ที่ต้องการทำแผนธุรกิจให้สำเร็จ ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรมีในแผนธุรกิจด้วย ส่วนใหญ่จะคิดว่าจะใส่ทุกไอเดียลงมาให้แผนฯ มีหลายๆ ความคิด กลายเป็นว่าไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นเลย คล้ายกับจัดบ้านที่ใส่สิ่งที่ตัวเองรักไว้เยอะแยะ คิดว่าจะออกมาสวย กลายเป็นรกไปหมด ไม่น่าดู คนที่แวะมาดูไม่มีโอกาสเห็นได้ทั้งหมด กว่าจะสนใจก็เบื่อแล้ว

  • ดังนั้นปัจจัยแรกของแผน ธุรกิจคือ ต้องสรุปตัวตนและจุดเด่นของธุรกิจให้สั้นที่สุด ไม่ใช่หนึ่งย่อหน้า แต่เป็นประโยคเดียวให้ได้ เพื่อให้นักลงทุนหรือสถาบันการเงินอ่านแล้วประทับใจว่าธุรกิจนี้น่าสนใจ และอยากจะอ่านรายละเอียดต่อ เรียกว่าอ่านแล้ว “โดน”
  • ปัจจัย ที่สองคือ ต้องแสดงแบบจำลองทางการเงิน (Financial Model) ที่บ่งบอกความสามารถในการสร้างรายได้ประมาณการ และแสดงผลตอบแทนให้กับนักลงทุน (Return on Investment) หรือความสามารถในการชำระหนี้กับสถาบันการเงินได้
  • ปัจจัย ที่สามคือ แผนงานปฏิบัติ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรมมีกำหนดวันเวลาดำเนินงานชัดเจน กล่าวคือไม่เป็นเพียงแผนกลยุทธ์ลอยๆ แต่สามารถดำเนินการได้โดยตัวธุรกิจเองได้
  • และ ปัจจัยสุดท้ายที่ควรมีในแผนฯ คือ ต้องสามารถบ่งชี้ได้ว่าทำไมธุรกิจนี้จะประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ได้ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีความโดดเด่นและแตกต่างท้าทาย เติบโตได้อย่างยั่งยืน

สี่ปัจจัยนี้นักลงทุนและสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ก่อนที่จะพิจารณาในรายละเอียดลงไป หรือคัดออกไม่สนใจอีก

ขอให้ทุกท่านที่กำลังเริ่มธุรกิจ หรือต้องการจะเปลี่ยนแปลงพัฒนาธุรกิจใหม่ ประสบผลสำเร็จทุกคนนะครับ

ยินดีให้คำปรึกษาครับ

เศรษฐพงศ์​ ผดุงพิสุทธิ์

12 คำถามที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารต้องตอบ

Tuesday, September 10th, 2562

การบริหารหรือการดำเนินธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เถ้าแก่ เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารธุรกิจในองค์กรนั้นจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจอย่างถ่องแท้ และสามารถสื่อสารหรือถ่ายทอดความเข้าใจนั้นให้กับผู้อื่นได้ เช่นพนักงานในบริษัท ผู้ร่วมลงทุน (ผู้ถือหุ้น) ลูกค้า ซัพพลายเออร์ (ผู้ขายวัตถุดิบ) สถาบันการเงิน นักลงทุน หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไปที่สนใจในธุรกิจของคุณ  โดยทั่วไปจะออกมาเป็นรูปแบบของแผนธุรกิจ หรือหนังสือชี้ชวน เป็นต้น

ทั้งนี้ Gnosis ได้รวบรวมประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับธุรกิจของตนเอง และ Gnosis ใช้คำถามเหล่านี้เป็น Questionare เบื้องต้นก่อนให้คำปรึกษาการวางแผนธุรกิจแก่องค์กรนั้นๆ

12 คำถามต่อไปนี้ครอบคลุมกลยุทธ์หลัก และประเด็นการบริหารที่ผู้นำองค์กรต้องตอบให้ได้ ซึ่งถ้าตอบไม่ได้หรือตอบแบบไม่มั่นใจ คุณจะได้เห็นความล้มเหลวหรือความผิดพลาดในการดำเนินธุรกิจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

  1. คุณอยู่ในธุรกิจประเภทใด ธุรกิจของคุณให้ประโยชน์อะไรแก่ลูกค้าในการดำเนินหรือพัฒนาชีวิตหรือในการทำงาน
  2. พันธกิจ (Mission) หรือเป้าหมายของธุรกิจคืออะไร สามารถระบุได้ว่าคุณต้องการจะทำอะไรให้สำเร็จ หรือหลีกเลี่ยงเรื่องใด หรือทำอย่างไรเพื่อรักษาลูกค้าให้อยู่กับธุรกิจโดยตลอด
  3. ลูกค้ากล่าวถึงธุรกิจของคุณ และบอกต่อกับคนอื่น สรุปเป็นประโยคหรือเป็นคำว่าอะไร
  4. ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคือใคร
  5. อธิบายลักษณะทั้งกายภาพ แนวคิด พฤติกรรม ทัศนคติ การใช้ชีวิต ค่านิยม ของกลุ่มเป้าหมาย และอธิบายได้ว่าลูกค้าเป้าหมายคิดหรือตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการของคุณอย่างไร
  6. ลูกค้าเป้าหมายพิจารณา “คุณค่า” สินค้าหรือบริการของคุณอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่ง ลูกค้าเป้าหมายมองหาหรือคาดหวังผลประโยชน์อะไรจากการทำธุรกิจกับคุณ
  7. ความสามารถหลัก (Core Competency) ธุรกิจของคุณคืออะไร กล่าวคือทักษะหรือความสามารถพิเศษอะไรที่คุณสามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้
  8. ระบุคู่แข่งขันทั้งทางตรงและทางอ้อม หรือมีใครอีกบ้างที่ขายสินค้าหรือบริการเหมือนกับคุณ ให้กับกลุ่มลูกค้าเดียวกัน
  9. ลูกค้าสนใจไปใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากคู่แข่งเพราะอะไร ลูกค้าได้รับผลประโยชน์อะไรที่ได้จากคู่แข่งแต่ไม่ได้จากคุณ
  10. สินค้าหรือบริการใดที่สร้างผลกำไรสูงสุดให้กับธุรกิจ และสินค้าหรือบริการใดที่ให้ผลกำไรน้อยที่สุด
  11. ธุุรกิจของคุณมีความเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษ มีความแตกต่างหรือความโดดเด่นในเรื่องใด
  12. หากต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างประสิทธิผล และประสิทธิภาพในองค์กร คุณจะทำอะไรบ้าง (เช่นทีมงาน, วิธีการดำเนินงาน, บริหารค่าใช้จ่าย เป็นต้น)

เจ้าของธุรกิจ หรือผู้นำองค์กรต้องสามารถตอบคำถามข้างต้นได้อย่างมั่นใจ หรือตอบแบบไม่ลังเล ถ้าหากไม่รู้คำตอบหรือไม่แน่ใจในคำตอบ ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องรีบหาคำตอบให้รวดเร็วที่สุดถ้าคิดจะดำเนินธุรกิจของตนเองต่อไปอย่างมั่นคงและมีอนาคตที่ดี

จัดทำงบประมาณ (Budget) ให้มีประสิทธิภาพ ต้องคำนึงเรื่องอะไร?

Tuesday, September 10th, 2562

เมื่อพูดถึงการจัดทำงบประมาณประจำปีของบริษัท ไม่เพียงแค่ฝ่ายบัญชีการเงินจะตื่นตระหนกแล้ว ทุกฝ่ายหรือทุกแผนกควรมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน จะว่าไปแล้วการทำงบประมาณหรือ Budget ก็เหมือนกับกับการคาดการณ์เหตุการณ์ล่วงหน้าว่าบริษัทจะเติบโตหรือขยับตัวไปทิศทางไหน สอดคล้องกับแผนธุรกิจ วิสัยทัศน์ และเป้าหมายของบริษัทอย่างไร ทั้งๆ ที่พนักงานทุกคนลงมือลงแรงลงความคิดในการทำงานเป็นชีวิตประจำวันกันทั้งนั้น แต่พอให้ทำงบประมาณในปีหน้า ถึงกับเครียดกันเป็นแถบ

Gnosis (จีโนซิส) ขอเสนอเกร็ดย่อยๆ การจัดทำงบประมาณ Budget ให้มีประสิทธิภาพต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

ตัวอย่างประมาณการรายเดือน

  • การจัดทำงบประมาณ หรือการประมาณการทางการเงินอะไรก็ตาม ต้องคิดเป็นระบบ รอบครอบ มีเหตุมีผล (มีที่มาที่ไปของสมมติฐาน) และต้องคิดแบบเบ็ดเสร็จ คือไม่ใช่ว่าจะคิดแค่ส่วนงานของตัวเอง ต้องมองรอบข้างด้วยว่างบประมาณที่ตั้งไว้จะกระทบกับแผนกไหนบ้าง มีความเป็นไปได้หรือไม่
  • จำไว้ว่า จะพยากรณ์ยอดขาย จำต้องมองเรื่องค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกันด้วย ไม่เพียงแค่คิดจะสร้างยอดขาย แต่ต้องไม่ลืมว่าจะต้องลงทุนเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่จะได้ยอดขายมา
  • ทุกครั้งที่ใส่สมมติฐานใหม่ ให้มองดูที่ผลลัพธ์สุดท้ายด้วย (Bottom Line) ว่าเกินหรือต่ำความเป็นจริงอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งในการประมาณการแต่ละขั้น ควรสังเกตุว่าบริษัทกำไรหรือขาดทุนแตกต่างจากที่คิดหรือไม่ (ดูตัวเลขของแต่ละแผนกประกอบ)
  • เปรียบเทียบยอดประมาณการ (Forecast) กับยอดจริงที่เกิดขึ้น (Actual) หรือเทียบกับผลประกอบการที่ผ่านมา หาข้อแตกต่างที่เป็นนัยสำคัญ
  • โครงสร้างทางการเงินของธุรกิจส่วนใหญ่จะไม่เปลี่ยนแปลงมากโดยเฉพาะรายได้และค่าใช้จ่ายหลักๆ ดังนั้นการจัดทำเป็นระบบสอดคล้องกันจะทำให้การจัดทำงบประมาณง่ายขึ้น เช่นให้ทำอัตราส่วนร้อยละของแต่ละค่าใช้จ่ายเทียบกับยอดขาย เป็นต้น
  • ไม่จำเป็นต้องประมาณการรายการทางบัญชีทุกตัว ควรจะกรุ๊ปหรือจัดกลุ่มบัญชีให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจก่อนที่จะประมาณการ
  • พิจารณาให้เหมาะสมสำหรับรายได้หรือค่าใช้จ่าย ว่าเป็นยอดที่จะเกิดโดยตลอดหรือเป็นประจำ (On-going) หรือเกิดขึ้นครั้งเดียวจะไม่เกิดซ้ำบ่อยๆ (one-time) และควรสังเกตุให้ดีว่ามีค่าใช้จ่ายที่จ่ายเป็นประจำใดบ้างที่จะได้รับการสนับสนุนจากรายได้เพียงครั้งเดียวหรือไม่ ถ้าเป็นในกรณีนี้ควรวางแผนในเรื่องการบริหารเงินสดให้ดี ดังนั้นควรปรึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณานโยบายด้านการขายหรือการจัดการค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกัน
  • วางแผนรับสถานการณ์ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายหรือรายได้ที่ควรจะได้รับโดยตลอดนั้น มีการเปลี่ยนแปลง หรือรับจ่ายไม่เท่ากัน หรือช่วงเวลาผิดเพี้ยน
  • ควรมั่นใจว่ากิจการได้ทำตามกฎระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ที่กิจการมีไว้กับผู้อื่น เช่นการชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ในการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow Management) จะต้องมีพอในการชำระหนี้ตามสัญญา
  • แน่นอนว่าแต่ละฝ่ายมีแผนประมาณการจำนวนมาก จึงควรจะทำเอกสารสรุปในหนึ่งหน้า (Summary Sheet) ทั้งนี้ลองพิมพ์ออกมาอ่านและพิจารณาดูว่า ถ้าคนอื่นที่ไม่รู้รายละเอียดของตัวเลขแต่ละตัว จะเข้าใจความหมายบทสรุปของตัวเลขได้มากแค่ไหน ซึ่งคนเหล่านั้นควรจะได้รับรู้ตามสิ่งที่เราต้องการให้รู้
  • เชื่อในการตัดสินใจของคุณ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเลขดูทะแม่งๆ ไม่มั่นใจ ให้กลับไปดูอีกครั้ง และทำจนคุณรู้สึกพอใจ
  • เมื่อทำงบประมาณการได้แล้ว จะต้องเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นจริง (Actual Data) กับงบประมาณ (Budget Data) เสมอ เพื่อใช้เป็นข้อมูลหรือสมมติฐานในการจัดทำงบประมาณในปีต่อไปง่ายขึ้น
  • ถ้าเป็นไปได้ให้ทำงบประมาณแบบรายเดือน (monthly budget)
  • เมื่อจัดทำงบประมาณเสร็จแล้ว ต้องตรวจเช็คความถูกต้องทั้งหมดอีกครั้ง (จำเป็นมากครับ เพราะจะเห็นภาพรวมอย่างชัดเจน)

หากมีข้อสงสัยหรือข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณทางการเงิน  Budget Management ติดต่อ บริษัท จีโนซิส จำกัด contact@gnosisadvisory.com

บทความที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรการสร้างแบบจำลองทางการเงิน

กระบวนการตรวจมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ไทย

Tuesday, September 10th, 2562

นับตั้งแต่ปี 2551 ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำ “เกณฑ์มาตรฐาน คุณภาพแฟรนไชส์แห่งชาติ” เพื่อสร้างองค์กรธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีความเข้มแข็ง และสามารถแข็งขันกับธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศได้

เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์จะอิงหลักการแนวทางระบบสากลนิยมของ Thailand Quality Award (TQA) ซึ่งจัดทำขึ้นตามแนวทางมาตรฐานคุณภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Malcolm Baldrige National Quality Award – MBNQA) ที่เป็นที่ยอมรับและมีการนำไปใช้กว่า70 ประเทศทั่วโลก โดยเป็นระบบเกณฑ์ที่เน้นการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรธุรกิจของตนให้มีคุณภาพและความเป็นเลิศ

กระบวนการตรวจประเมินมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์กับธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการ มี 3 ขั้นตอนดังนี้


คุณเศรษฐพงศ์ บริษัทจีโนซิสจำกัด กำลังอธิบายเกณฑ์การให้คะแนนมาตรฐานแฟรนไชส์ และยกตัวอย่างการเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็น

  • การประเมินตนเอง (Self Assessment Franchise Test) คะแนนเต็มเท่ากับ 450 คะแนน จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ 320 คะแนน โดยมีคำถามในหัวข้อดังนี้ ข้อมูลแฟนไชส์ ความเชี่ยวชาญในธุรกิจ การสร้างภาพพจน์องค์กร อัตราการทำกำไรของธุรกิจ ชื่อเสียงและแบรนด์ ภาวะการณ์แข่งขันธุรกิจ การจัดกลุ่มเป้าหมาย ลักษณะเฉพาะของธุรกิจ การบริหารจัดการองค์กรและการให้บริการ งบประมาณของธุรกิจ และรูปแบบการจัดร้านค้า
  • การประเมินโดยนักวินิจฉัย (Total Quality Franchise Management) คะแนนเต็มเท่ากับ 1,000 คะแนน จะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ 668 คะแนน ซึ่งนักวินิจฉัยจะเข้าไปตรวจสอบ ณ สถานประกอบการ และสัมภาษณ์ทีมบริหารแฟรนไชส์นั้น ใน 7 หัวข้อหลักดังนี้ 1) การนำองค์กร 2) การพัฒนากลยุทธ์ 3)การมุ่งเน้นที่ลูกค้าและตลาด 4)การวัด วิเคราะห์ การจัดการความรู้ 5)การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล 6)การจัดการกระบวนความรู้ และ 7)ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
  • เมื่อธุรกิจได้ผ่านการประเมินจากคะแนน SAFT และ TQFM จะมีคณะกรรมการตรวจสอบและพิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกใบประกาศรับรองมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชยื

คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท จีโนซิส จำกัด คือหนึ่งในทีมวินิจฉัยตรวจคุณภาพแฟรนไชส์ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และเป็นวิทยากรด้านเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในโครงการสร้างธุรกิจเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ (B2B) ตั้งแต่รุ่นที่ 15 จนกระทั่งล่าสุดรุ่นที่ 16 (เริ่มอบรมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 จนถึงเดือนเมษายน 2557) การสัมนาเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557 จัดขึ้นเพื่อวางรากฐานธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เข้าใจและเตรียมความพร้อมความมีมาตรฐานตั้งแต่เริ่มต้น

นอกจากอธิบายเกณฑ์การประเมินมาตรฐานแฟรนไชส์ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจที่เข้าร่วมโครงการสร้างธุรกิจเข้าระบบแฟรนไชส์ B2B รุ่นที่ 16  แล้ว คุณเศรษฐพงศ์ ผดุงพิสุทธิ์ได้ยกตัวอย่างเอกสารสำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องจัดทำเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เช่นแผนธุรกิจ แผนกลยุทธ์แฟรนไชส์ เอกสารประกอบการตรวจสาขา แผนงานพัฒนาบุคลากร ดัชนีชี้วัดความสำเร็จต่างๆ เป็นต้น

วิทยากรถ่ายรูปร่วมกับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์รุ่นที่ 16 (B2B) เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2557

4 ปัจจัยสำคัญเขียนแผนธุรกิจให้น่าสนใจ

Saturday, March 17th, 2561

                                                                                Gnosis Business Plan

เดี๋ยวนี้พูดถึงแผนธุรกิจ คนส่วนใหญ่รู้จักกันมากขึ้นแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าจะเขียนแผนกันอย่างประสบความสำเร็จกันได้ทุกคน ขึ้นอยู่กับความทุ่มเท เวลา และความตั้งใจ บางคนจะหาตัวอย่างแผนธุรกิจของคนอื่นมาปรับใช้ ซึ่งจริงๆ แล้วแผนธุรกิจเหมือนกับตัวตนของแต่ละคน เหมือนลายมือที่ไม่เหมือนกัน แผนที่สำเร็จของคนหนึ่ง อาจจะไม่สำเร็จกับอีกคนหนึ่งก็ได้ ถ้าคิดจะทำแบบนั้น ไปลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ที่พร้อมจะให้คู่่มือการทำงานที่เหมือนกันเจ้าของ ธุรกิจเดิมทุกประการและได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่มีค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารอยัลตี้ (คล้ายกับขอสิทธิ์ในการทำธุรกิจเหมือนกัน) และค่าการตลาดมาช่วย

สำหรับ ผู้ที่ต้องการทำแผนธุรกิจให้สำเร็จ ต้องคำนึงถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรมีในแผนธุรกิจด้วย ส่วนใหญ่จะคิดว่าจะใส่ทุกไอเดียลงมาให้แผนฯ มีหลายๆ ความคิด กลายเป็นว่าไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นเลย คล้ายกับจัดบ้านที่ใส่สิ่งที่ตัวเองรักไว้เยอะแยะ คิดว่าจะออกมาสวย กลายเป็นรกไปหมด ไม่น่าดู คนที่แวะมาดูไม่มีโอกาสเห็นได้ทั้งหมด กว่าจะสนใจก็เบื่อแล้ว

  • ดังนั้นปัจจัยแรกของแผน ธุรกิจคือ ต้องสรุปตัวตนและจุดเด่นของธุรกิจให้สั้นที่สุด ไม่ใช่หนึ่งย่อหน้า แต่เป็นประโยคเดียวให้ได้ เพื่อให้นักลงทุนหรือสถาบันการเงินอ่านแล้วประทับใจว่าธุรกิจนี้น่าสนใจ และอยากจะอ่านรายละเอียดต่อ เรียกว่าอ่านแล้ว “โดน”

  • ปัจจัย ที่สองคือ ต้องแสดงแบบจำลองทางการเงิน (Financial Model) ที่บ่งบอกความสามารถในการสร้างรายได้ประมาณการ และแสดงผลตอบแทนให้กับนักลงทุน (Return on Investment) หรือความสามารถในการชำระหนี้กับสถาบันการเงินได้

  • ปัจจัย ที่สามคือ แผนงานปฏิบัติ (Action Plan) ที่เป็นรูปธรรมมีกำหนดวันเวลาดำเนินงานชัดเจน กล่าวคือไม่เป็นเพียงแผนกลยุทธ์ลอยๆ แต่สามารถดำเนินการได้โดยตัวธุรกิจเองได้

  • และ ปัจจัยสุดท้ายที่ควรมีในแผนฯ คือ ต้องสามารถบ่งชี้ได้ว่าทำไมธุรกิจนี้จะประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ได้ แสดงให้เห็นว่าธุรกิจนี้มีความโดดเด่นและแตกต่างท้าทาย เติบโตได้อย่างยั่งยืน

สี่ปัจจัยนี้นักลงทุนและสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ก่อนที่จะพิจารณาในรายละเอียดลงไป หรือคัดออกไม่สนใจอีก

ขอให้ทุกท่านที่กำลังเริ่มธุรกิจ หรือต้องการจะเปลี่ยนแปลงพัฒนาธุรกิจใหม่ ประสบผลสำเร็จทุกคนนะครับ

ยินดีให้คำปรึกษาครับ